คดีแพ่งฟ้องก่อนฟ้องหลังไม่สำคัญ ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน หากศาลชั้นต้นตัดสินคดีใดก่อน คดีที่ตัดสินในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ|คดีแพ่งฟ้องก่อนฟ้องหลังไม่สำคัญ ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน หากศาลชั้นต้นตัดสินคดีใดก่อน คดีที่ตัดสินในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

คดีแพ่งฟ้องก่อนฟ้องหลังไม่สำคัญ ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน หากศาลชั้นต้นตัดสินคดีใดก่อน คดีที่ตัดสินในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

คดีแพ่งฟ้องก่อนฟ้องหลังไม่สำคัญ ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน หากศาลชั้นต้นตัดสินคดีใดก่อน คดีที่ตัดสินในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

  • Defalut Image

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2567

บทความวันที่ 6 ก.พ. 2569, 10:33

มีผู้อ่านทั้งหมด 105 ครั้ง


คดีแพ่งฟ้องกันก่อนหลังไม่สำคัญ ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน หากศาลชั้นต้นตัดสินคดีใดก่อน คดีที่ตัดสินในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2567
           การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จะต้องพิจารณาในขณะที่ศาลในคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษา มิใช่พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะยื่นฟ้องโจทก์ไว้ก่อนคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาได้มีคำพิพากษาคดีนี้ก่อนคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์  ฟ้องโจทก์คดีนี้  จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
      โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่โรงงานของจำเลยโดยไม่รู้ว่าพื้นที่เช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ จึงเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ จึงตกเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 157 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามป.พ.พ.มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หมายความว่า คู่กรณีต้องคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้างนิติกรรมย้อนหลังไปหาวันที่ทำนิติกรรม และเมื่อความเสียหายของโจทก์ที่ต้องรื้อถอนทรัพย์สินออกจากพื้นที่เช่าเกิดจากความผิดของจำเลย ดังนั้น เงินลงทุนค่าก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่เช่าที่โจทก์ต้องเสียไปเมื่อโจทก์ทำการก่อสร้างติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็นและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอก โรงงานลงบนพื้นที่เช่า แต่ต้องรื้อถอนออกทั้งหมดเพื่อส่งคืนที่ดินให้จำเลย กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังเดิมได้ จึงต้องให้โจทก์ ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแทนตามควร
    ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ตรวจสอบพื้นที่พิพาทก่อนว่าสามารถออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการอาหารซีฟูดจากทางราชการได้หรือไม่  โจทก์จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ.มาตรา 158 นั้น การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ฎีกาในข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย การที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
    ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาเช่า 15 เดือนเศษโจทก์เพิ่งไปดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จึงเป็นการสมัครใจและยอมเสี่ยงภัยในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ก่อสร้างและนำเครื่องหมายการผลิตมาติดตั้งก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโจทก์ไม่อาจถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาเป็นประโยชน์แก่ตน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น  ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฎว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามที่จำเลยฎีกามา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
    คำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป  ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยแก่จำเลยนับแต่วันฟ้อง อันเป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนวันคิดดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ปรึกษาข้อกฎหมายสอบถาม 02-948-5700 หรือ 081-616-1425 หรือ 081-625-2161, 081-821-7470

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก