งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ฟ้องคดีไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
1. ป.วิ.อ.มาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฎต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก
มาตรา 161/1 นี้ ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 34) พ.ศ.2562 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้สิทธิในทางอาญาของราษฎรเป็นไปโดยสุจริตตามครรลองของกฎหมาย โดยหากปรากฎว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย หรือฟ้องคดีโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้ตามปกติธรรมดา อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ถูกฟ้องร้องและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องให้ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ทันทีโดยไม่จำต้องพิจารณาคดีต่อไปเลย
ที่ว่า "คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์" หมายถึง คดีที่ราษฎรยื่นฟ้องจำเลยด้วยตนเองโดยตรงเท่านั้น หากเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ โดยราษฎร์ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ เช่นนี้ไม่ใช่คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ จึงไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ.มาตรา 161/1
การฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หมายถึง การฟ้องคดีที่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายหรือมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้ตามปกติธรรมดา เช่น เหตุแห่งการกระทำความผิดเกิดขึ้นหลายท้องที่แต่โจทก์เลือกฟ้องยังศาลที่ห่างไกลทั้งโจทก์และจำเลยเพื่อเพิ่้มความลำบากในการเดินทางมาต่อสู้คดีของจำเลย เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวก่อนแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องที่ทำได้
การบิดเบือนข้อเท็จจริง คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยู่แล้วให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าความยุติธรรมที่ควรได้รับตามกฎหมาย เช่น โจทก์เห็นชัดว่าจำเลยคนเดียวมาลักทรัพย์โจทก์ไปในเวลากลางวัน แต่โจทก์กลับฟ้องว่าจำเลยกับพวกมาลักทรัพย์โจทก์ในเวลากลางคืน โดยบิดเบือนความจริงเพื่อหวังกลั่นแกล้งจำเลย เป็นต้น แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงบางส่วนเท่าที่ตนเองรับรู้และเข้าใจแม้จะผิดไปจากความจริงบ้างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบิดเบือนข้อเท็จจริง
หากเป็นการตีความข้อกฎหมายไม่สัมพันธ์ถูกต้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยู่แล้วเช่นนี้เป็นเรื่องตีความข้อกฎหมายไม่ใช่บิดเบือนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เช่น จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์แล้วเอาทรัพย์โจทก์ไปโดยทุจริต โจทก์บรรยายฟ้องด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวและขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก
ผลของการที่ศาลยกฟ้องเพราะการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง คือ "ห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกัน" ในข้อที่ว่า "เรื่องเดียวกัน" หมายถึง เมื่อศาลยกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงห้ามโจทก์นำมูลคดีที่มีฐานข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่อีกแม้จะเปลี่ยนข้อหาหรือฐานความผิดแตกต่างเดิม หรือเพิ่มข้อหาใหม่ก็ไม่ได้ เช่น จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์เพื่อลักทรัพย์ในเคหสถาน โจทก์จึงฟ้องจำเลยข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน (ป.อ.มาตรา 335(8)) ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริตตาม ป.วิ.อ.มาตรา 161/1 โจทก์จะนำมูลคดีเดียวกันมาฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก( ป.อ.มาตรา 352) และข้อหาบุกรุก (ป.อ.มาตรา 364) ไม่ได้ เพราะสำหรับข้อหาลักทรัพย์นั้นถือเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับข้อหายักยอกที่ศาลยกฟ้องไปก่อนแล้ว ส่วนข้อหาบุกรุกก็เป็นการกระทำกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดฐานยักยอกที่ศาลยกฟ้องไปเช่นกัน รวมทั้งต้องห้ามมิให้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ภายหลังศาลยกฟ้องเพราะเหตุตามมาตรา 161/1 ด้วยเพราะผลของการเข้าเป็นโจทก์ร่วมเสมือนเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญานั่นเอง แปลความทำนองเดียวกับเรื่องถอนฟ้องเด็ดขาด ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 36 ต้องรอดูแนวทางตามคำพิพากษาฎีกาต่อไป
แม้ต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องใหม่ในเรื่องเดียว แต่ก็ไม่ห้ามโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกาในคดีที่ศาลยกฟ้องต่อไป และไม่ห้ามโจทก์ที่จะร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษตามกฎหมายเพื่อให้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทน
2. การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย
มาตรา 161/1 วรรคสอง นี้เป็นเรื่องขยายความของคำว่า "ฟ้องคดีไม่สุจริต" ให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยปราศจากเหตุสมควรด้วย ซึ่งเป็นบทบังคับโจทก์ทำนองว่า " หากโจทก์จะขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งในการบังคับจำเลยให้ได้รับโทษตามกฎหมายโจทก์จะต้องยอมรับอำนาจศาลเสียก่อน"
กรณีที่ถือว่าโจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลซึ่งถึงที่สุดแล้ว เช่น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้ว และโจทก์อยู่ระหว่างหลบหนีไม่ยอมรับโทษตามคำพิพากษา เช่นนี้ภายหลังโจทก์จะฟ้องจำเลยซึ่งกระทำความผิดต่อโจทก์เป็นคดีอาญาไม่ได้ โจทก์ต้องมอบตัวต่อศาลเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาเสียก่อนจึงจะนำมาฟ้องได้
หากคดีอาญาที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล "ไม่ถึงที่สุด" เช่น ยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาโจทก์มาฟ้องจำเลยในช่วงระยะเวลานี้ ไม่ถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต
นอกจากนี้ การที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลซึ่งถึงที่สุดแล้วต้องเป็นไป "โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร" หมายถึง เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์เอง แต่หากมีเหตุอันสมควรโจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้ เช่น มีเหตุภัยพิบัติ หรือโจทก์ถูกคนร้ายจับหน่วงเหนี่ยวเสรีภาพ ทำให้โจทก์ไม่อาจมารับโทษตามคำพิพากษาได้
มีข้อที่น่าพิจารณา กรณีที่โจทก์หลบหนีจากการบังคับโทษในคดีละเมิดอำนาจศาล ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแก่โจทก์ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลถึงที่สุดแล้ว หากโจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาจะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรานี้หรือไม่ เห็นว่า การละเมิดอำนาจศาล เป็นกฎหมายที่กำหนดให้อำนาจศาลมีอำนาจพิเศษในการดูแลความเรียบร้อยบริเวณศาล และไต่สวนลงโทษผู้กระทำความผิดได้เองโดยมิได้ผ่านร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ และการสอบสวนอย่างคดีอาญาปกติ แม้โทษของการละเมิดอำนาจศาลจะมีโทษทางอาญาอันได้แก่การปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน แต่ก็ไม่อาจถือได้ว่าการพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลเป็นคดีอาญาโดยแท้ ทั้งแม้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาในคดีละเมิดอำนาจศาล ก็ไม่ต้องห้ามพนักงานอัยการนำมูลกรณีเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีอาญาอีก ดังนี้ จึงน่าจะถือว่าคดีละเมิดอำนาจศาลมิใช่ "คดีอาญาอื่น" ตามมาตรา 161/1 วรรคสอง โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาได้ แม้โจทก์จะหลบหนีการบังคับโทษในคดีละเมิดอำนาจศาลก็ตาม ทั้งนี้คงต้องรอคำพิพากษาที่ชัดเจนในประเด็นนี้ต่อไป
ขอบคุณที่มา : หนังสือรวมคำบรรยาย ภาคสอง สมัยที่ 78 ปีการศึกษา 2568 เล่ม 12 วิชา สัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา โดยอาจารย์ดร.ธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อาจารย์ผู้สอน
ปรึกษาข้อกฎหมายสอบถาม 02-948-5700 หรือ 081-616-1425 หรือ 081-625-2161, 081-821-7470