แล้วแต่จะคิด|แล้วแต่จะคิด

แล้วแต่จะคิด

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

แล้วแต่จะคิด

ท่านคิดว่าดิฉันคงจะเขียนเรื่องของคนที่แย่ง(ผัว...เมีย)ชาวบ้านใช่ไหมคะ

บทความวันที่ 24 ต.ค. 2557, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 9341 ครั้ง


แล้วแต่จะคิด


            ท่านคิดว่าดิฉันคงจะเขียนเรื่องของคนที่แย่ง(ผัว...เมีย)ชาวบ้านใช่ไหมคะ  มือที่สามที่ดิฉันจะเขียนต่อไปนี้ ก็อาจจะเป็นคนที่หวังดีประสงค์ร้ายก็ได้นะ ส่วนใหญ่คนใกล้ตัวนั่นแหล่ะ แต่เรื่องที่นักสืบกุ้งจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่พ่อแม่รังแกฉัน  แม้ว่าลูกจะแต่งงานออกเรือนไปแล้วก็ตาม ก็ยังไม่เลิกวุ่นวายเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตเขาอีก เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ครอบครัวของชาวแขกฮินดู  การแต่งงานฝ่ายหญิงต้องนำขันหมากไปสู่ขอฝ่ายชาย และต้องเสียค่าสินสอดให้ฝ่ายชายรวมทั้งญาติพี่น้องของสามีด้วย เริ่มต้นจากการนัดกันสองคน เมื่อทั้งสองพอใจกันก็ตกลงแต่งงานกัน เวลาผ่านไปสองปี เธอและเขามีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ทุกอย่างเหมือนจะเรียบร้อยดี อยู่ๆเธอก็หอบลูกน้อยกลับไปอยู่บ้าน แม่สงสัยจึงได้ถาม ลูกสาวเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่แต่งงานกันมา 2 ปี มีความสัมพันธ์กับสามีสองครั้ง สามีจะให้เธอออกจากงานไปเลี้ยงลูกอยู่บ้าน แต่เธอไม่อยากลาออกจากงานจึงกลับมาอยู่บ้านดีกว่า แม่ได้ฟังเรื่องราวจึงไปเล่าให้พ่อฟัง คุณพ่อปรี๊ดขึ้นสมองเลย แบบนี้มันต้องมีเมียน้อยแน่ๆ จึงเป็นที่มาของการจ้างนักสืบติดตามพฤติกรรมลูกเขยรายนี้ 
            พ่อตาเล่าว่าลูกเขยทำงานบริษัทระดับผู้จัดการ เงินเดือนเกือบแสนอยู่แถวสีลม  ลูกเขยเป็นแขก นับถือศาสนาฮินดู พักอาศัยคอนโดแถวสาธร มีรถยนต์ส่วนตัวแต่ไม่ขับไปทำงาน ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอส ผู้ว่าจ้างให้รูปถ่ายของเป้าหมายและข้อมูล นัดวันทำงาน งานนี้ได้มอบหมายให้ส้มโอกับกุ๊กไก่รับภารกิจนี้ไป เพราะทั้งสองสาวขายาวพอได้  งานนี้เดินอย่างเดียวคะ ถ้าท่านเคยใช้บริการ BTS จะรู้ดี  ถ้าเจอเวลาเร่งรีบเช้าเย็นเนี่ยคนจะเยอะมาก ทุกคนเดินเหมือนวิ่ง..อ่ะ  วันแรกของการทำงานส้มโอกับกุ๊กไก่เข้าประจำที่ต้อง 06.00 น. ต้องรอก่อนเป้าหมายจะตื่น ส้มโอส่ง Line  รายงานทุกความเคลื่อนไหว จนกระทั่ง 07.30 น. เห็นชายคล้ายเป้าหมายเดินออกจากคอนโด แต่ดูหล่อกว่าในรูปถ่าย ส้มโอไม่แน่ใจถ่ายรูปส่งเข้า  Lineกลุ่ม มาให้ดูซึ่งผู้ว่าจ้างก็ตอบกลับทันทีว่า “ใช่เป้าหมาย”  นักสืบทั้งสองแบ่งหน้าที่กันทำ ให้กุ๊กไก่เดินตามประกบ เพราะคนเยอะมาก ส่วนส้มโออยู่ห่างเป้าหมาย ตามจนเป้าหมายเข้าทีทำงาน  ส้มโอรายงานทุกระยะ วันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่สองส้มโอและกุ๊กไก่ไปทำงานหน้าที่เหมือนเดิม วันนี้เริ่มมีปัญหาจากพ่อตาซะแล้ว “ไม่เจออะไรเลยเหรอ เป็นไปได้ไง พวกคุณทำงานกันยังไงไม่เจออะไรเลย” “ค่ะ เราจะรายงานตามความเป็นจริงที่เราเห็นนะคะ ...ยังไม่เห็นเขาไม่เจอผู้หญิงที่ไหนเลย เมื่อวานเลิกแล้วก็กลับที่พักเลย วันนี้ออกจากบ้านก็เข้าที่ทำงานเลยคะ” “พวกคุณดูให้ดีก็แล้วกัน มันต้องผู้หญิงแน่ๆ ไม่งั้นลูกสาวผมจะกลับมาอยู่บ้านทำไม มันไม่สนใจลูกสาวผมเลย” “ค่ะ” ข้อความนี้ไม่ได้ส่งเข้า Line  คุยกันทางโทรศัพท์หูสองข้างอำนวยพรจะแตกอยู่แล้ว ได้เวลาเลิกงานแล้ว ส้มโอตามเป้าหมายขึ้น BTS  เพื่อกลับบ้านเห็นเป้าหมายเข้าทักทายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง เป็นพวกแขกด้วยกัน ทักกันสองสามคำ ก็แยกไปกัน ส้มโอถ่ายรูปส่งเข้าLine และอธิบายลักษณะต่างๆไว้ ผู้ว่าจ้างรีบส่งข้อความกลับทันที นี่แหล่ะมันต้องเป็นคู่เกย์กันแน่ๆเลย  พวกคุณดูให้ดีๆ ตามให้ถึงที่สุดเลยเอาภาพมันทั้งสองมาให้ได้เลย ผมจะไปประจานมันทุกที่เลย มันทำกับลูกสาวผม ลูกสาวผมเจ็บคนเดียว ผมไม่ยอม ดิฉันพยายามอธิบายว่าไม่ใช่ตามที่เขาเข้าใจ  เขาแค่ทักทายกันแล้วก็ต่างคนต่างไป
             นักสืบเครียดเลยงาน ผู้ว่าวีนแตกเลย หาว่านักสืบทำงานไม่ได้เรื่อง คราวนี้บอกนักสืบว่า สงสัยมันต้องมีใครแอบอยู่ข้างบนให้ขึ้นไปดู ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าคอนโดนี้บุคคลภายนอกไม่สามารถขึ้นได้ อาศัยประสบการณ์เป็นนักสืบนาน วางแผนให้น้องส้มโอขึ้นไปที่คอนโดดังกล่าวจนได้ และไปเคาะห้องของเป้าหมายอยากรู้ว่ามีใครอยู่หรือไม่  เป้าหมายเปิดประตูออกมาทักทายไม่มีใครอยู่ในห้องเลย  ส้มโอแอบบันทึกภาพไว้ และส่งให้ผู้ว่าจ้าง  เขาก็ยังไม่เชื่ออีก..เราเอาชีวิตเขาไปเสี่ยงแบบนี้แล้วนะ  พ่อตารายนี้คิดได้อีกว่าเดี๋ยวมันก็แอบมาดึกๆ  ดิฉันเสนอแนะบอกให้ลูกสาวแอบกลับเข้ามาที่ห้องนี้ตอนดึกๆก็ได้เพราะมีกุญแจห้อง  “ผมไม่ยอมให้ลูกสาวกลับไปอีกเด็ดขาดเลย ผมต้องการเอาหลักฐานไปเล่นงานมัน” “ ถ้าเขามีจริงอาจจะยังไม่มีโอกาสเจอกันมั้งค่ะ” “มันเป็นไปไม่ได้”  ส้มโอและกุ๊กไก่ยังไปทำงานเหมือนเดิม คนที่ปรากฎตัวคือกุ๊กไก่ เราทำให้เป้าหมายชินสายตาว่าเราอยู่เส้นทางเดียวกัน แต่คนที่ติดตามคือส้มโอ เป้าหมายเริ่มจำกุ๊กไก่ได้หันมายิ้มเหมือนจะทักทาย ในฐานะที่ขึ้นรถสถานีเดียวกันทุกวัน แต่กุ๊กไก่ทำเป็นไม่เห็น เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกติดตามเพราะกุ๊กไก่ขึ้น –ลง BTS ได้ก็หายไปเลย จะมาขึ้นอีกทีเมื่อเป้าหมายปรากฏตัวตอนเลิกงาน  เราทำงานเป็นทีมคอยแจ้งกันเป็นระยะ เป้าหมายเลิกงานแล้วก็กลับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าขับรถยนต์ออกไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ พวกแขกด้วยกัน ถ่ายรูปโพลต์ขึ้นเฟสบุ๊คเราก็รายงานทุกอย่างตามที่เห็น แต่ก็ยังบ่นอยู่ดี ดิฉันกลัวพลาดจึงส่งน้องนุชไปช่วยอีกคน เผื่อต้องเดินตาม หลังเลิกเล่นฟุตบอลแล้วต่างคนต่างไป เพื่อนในกลุ่มติดรถเป้าหมายมาด้วย ทีมงานส่งรายงานพร้อมภาพถ่ายเขา Line กลุ่ม ผู้ว่าจ้างรีบตอบกลับที “คนนี้แหล่ะสงสัยจะเป็นคู่ขามัน” ขณะนักสืบขับรถติดตามเป้าหมายยังไม่พิมพ์รายงานส่งให้ ผู้ว่าจ้างส่งข้อความมาต่อว่า “ไม่ยอมรายงาน อ่านแล้วก็ไม่ตอบมันหมายความว่าอย่างไร พวกคุณทำงานกันประสาอะไร” ดิฉันรีบตอบกลับบอกว่า “ทีมงานกำลังตามอยู่”  ซึ่งระหว่างทางเป้าหมายได้แวะส่งเพื่อนและขับรถเข้าคอนโคคนเดียวกัน เมื่อถึงที่หมายแล้วส้มโอพิมพ์รายงานตามความเป็นจริงส่งเข้า Line กลุ่มให้ ผู้ว่าจ้างอ่านแล้วต่อว่ากลับมา “ทำไมมันไปด้วยกัน มันป็นคู่แกย์กันแน่ๆ พวกคุนไปทำอะไรให้มันรู้ตัวรึป่าว...ฯฯฯฯ..อีกเยอะ” ดิฉันอ่านแล้วมันไม่สมเหตุสมผลเลยกับการที่เขาคิดว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ดิฉันเลยบอกผู้ว่าจ้างว่าขอทำงานแค่สามวัน..เท่านั้น! นะส่วนที่เขาจะไปจ้างใครอีกก็แล้วแต่ ดิฉันทำงานให้ตามที่เขาคิดไม่ได้ นักสืบนะคะไม่ใช่หมอดูหรือหมอเดา จะคิดไปเองไม่ได้ เขาอาจจะฟังความข้างเดียว ก็เข้าใจนะใครๆก็รักลูกของตัวเอง  สิ่งที่ผู้ว่าจ้างติดต่อนักสืบนั้น ลูกสาวไม่รู้เรื่องด้วย และยังไม่สอบถามลูกสาวเลยว่าอยากเลิกหรือเปล่า ลิ้นกับฟันกระทบกันมันเรื่องปกติ.นี่แหล่ะนักสืบเอกชนเราทำงานสองด้าน ต้องรายงานความคืบหน้าตลอดถ้าไม่เป็นอย่างที่ผู้ว่าจ้างคิด เขาอาจไม่ Happy  มีปัญหาปรึกษานักสืบได้ค่ะ!

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก