ครอบครองยาเสพติด 4,000 เม็ด ต่อสู้ว่ามีไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย หากไม่มีพฤติการณ์จำหน่าย|ครอบครองยาเสพติด 4,000 เม็ด ต่อสู้ว่ามีไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย หากไม่มีพฤติการณ์จำหน่าย

ครอบครองยาเสพติด 4,000 เม็ด ต่อสู้ว่ามีไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย หากไม่มีพฤติการณ์จำหน่าย

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ครอบครองยาเสพติด 4,000 เม็ด ต่อสู้ว่ามีไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย หากไม่มีพฤติการณ์จำหน่าย

  • Defalut Image

บทสันนิษฐานตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) เป็นบทสันนิษฐานไม่เด็ดขาด

บทความวันที่ 20 พ.ย. 2563, 11:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 1207 ครั้ง


ครอบครองยาเสพติด 4,000 เม็ด ต่อสู้ว่ามีไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย หากไม่มีพฤติการณ์จำหน่าย

                บทสันนิษฐานตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) เป็นบทสันนิษฐานไม่เด็ดขาด หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่ายาเสพติดของกลางที่จำนวนสารบริสุทธิ์เกินสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม หรือเกิน15หน่วยการใช้(15เม็ด) นั้นจำเลยไม่มีเจตนาจำหน่ายหรือแบ่งเสพกับบุคคลอื่น ก็สามารถต่อสู้คดีได้ว่ามีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

คำพิพากษาฎีกาที่ 896/2563
               คดีนี้ จำเลยที่ 2 ถูกจับพร้อมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน 4,000 เม็ด แต่พฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 2 พบยาเสพติดของกลางดังกล่าวแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ ไม่มีพฤติการณ์แบ่ง หรือจำหน่ายให้กับจำเลยหรือผู้อื่น แสดงให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 ว่าเพียงแต่ต้องการสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นสิ่งของที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาครอบครองยาเสพติดจำนวนดังกล่าวไว้เพื่อตนเองเท่านั้น ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงสามารถพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ได้

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
มาตรา 15
  ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เว้นแต่รัฐมนตรีได้อนุญาตเฉพาะในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการการขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ตามปริมาณ ดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
          (1) เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ศูนย์จุดเจ็ดห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่สามร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป
         (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป
          (3) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นอกจาก (1) และ (2) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามกรัมขึ้นไป

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

06-3139-0398

โดยคุณ ปอนเจ้า 25 พ.ย. 2563, 12:06

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก