เอแบคโพลส์เผยเสียงหนุน|เอแบคโพลส์เผยเสียงหนุน

เอแบคโพลส์เผยเสียงหนุน

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

เอแบคโพลส์เผยเสียงหนุน

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

บทความวันที่ 6 มิ.ย. 2554, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 9102 ครั้ง


เอแบคโพลล์เผยเสียงหนุน"ยิ่งลักษณ์"เพิ่ม แต่"อภิสิทธิ์"ยังเด่นกว่าทุกด้าน 
 

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่าผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ครั้งที่สาม กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี พะเยา เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ นครพนม สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา กระบี่ นราธิวาส และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,210 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 30 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 จากการเลือกตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่างครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ค้นพบคือ

แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตรเพิ่มสูงขึ้นจากการศึกษาครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลายตัว เช่น ความอดทนอดกลั้น ควบคุมอารมณ์จากร้อยละ 9.7 ในครั้งแรก มาอยู่ที่ร้อยละ 31.6 ในครั้งล่าสุด  ความสุภาพอ่อนโยน จากร้อยละ 13.0 มาอยู่ที่ร้อยละ 37.4 การยอมรับจากภายในประเทศและต่างประเทศจากร้อยละ 11.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 29.3 การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเพิ่มจากร้อยละ 9.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 32.4 ความโอบอ้อมอารีเพิ่มจากร้อยละ 13.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.2 ความเป็นผู้นำเพิ่มจากร้อยละ 12.9 มาอยู่ที่ร้อยละ 32.5 นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น เช่น ความรู้ความสามารถ มีจริยธรรมทางการเมือง มีวิสัยทัศน์ เสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ ความยุติธรรม กล้าคิดกล้าตัดสินใจ แก้ปัญหาความขัดแย้งได้ดี และรวดเร็วฉับไวในการแก้ปัญหา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะในการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ฐานสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อนายอภิสิทธิ์ ยังคงสูงกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ในหลายตัว เช่น ความเป็นผู้นำนายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 47.7 นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ ร้อยละ 32.5 จริยธรรมทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 43.3 นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ร้อยละ 29.5 และที่น่าสนใจคือ ความมีเสน่ห์น่าเลื่อมใสศรัทธาที่เพิ่มขึ้นมาอีกตัวชี้วัดหนึ่งในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 43.1 นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ร้อยละ 34.3 แต่หากเปรียบเทียบผลการศึกษาครั้งแรกกับครั้งที่สามนี้จะพบว่า ตัวเลขที่นายอภิสิทธิ์ ได้รับค่อนข้างนิ่ง และมีแนวโน้มลดลงหลายตัว

ผอ.เอแบคโพลล์ ระบุ ในผลการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า ฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงจุดที่ไม่แตกต่างกันกับฐานสนับสนุนของประชาชนต่อนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะในการสำรวจครั้งนี้ เนื่องจากตัวเลขที่เห็นต่างกันนั้นอยู่ในช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบ ร้อยละ 7  แนวทางที่จะเพิ่มฐานสนับสนุนของประชาชนต่อแกนนำพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองท่านไม่น่าจะได้มาจากการ "ดีเบต" แต่ความนิยมศรัทธาที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งน่าจะได้มาจากการ "ลงมือทำจริง" ให้ชาวบ้านเห็น ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรือบรรทุกน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม และปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง ซึ่งนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ น่าจะได้เปรียบแต่ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ถึงผลงานได้ ตัวเลขจึงค่อนข้างนิ่งและมีแนวโน้มลดลงจากการศึกษาครั้งแรก ในขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อาจจะใช้การระดมทรัพยากรส่วนตัวหรือกลุ่มนายทุนที่สนับสนุนทดลองพิสูจน์ฝีมือการแก้ปัญหาจริงให้ปรากฏต่อสายตาของมวลชน ผลที่ตามมาก็คือ เราจะได้เห็นภาพของการ "เทใจ" และคะแนนนิยมจากสิ่งที่ชาวบ้านได้เห็น "ของจริง" มากกว่า "คำพูด" ในเวทีดีเบตที่เป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้งจากการตัดสินใจของประชาชนในครั้งนี้
 

 
ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก