WebBoard :กฎหมาย|ค่าสินไหมประมาทร่วมจากรถชน

ค่าสินไหมประมาทร่วมจากรถชน

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

ค่าสินไหมประมาทร่วมจากรถชน

  • 15299
  • 3
  • post on 3 มี.ค. 2556, 22:24

รถจยย.ถูกรถกระบะเฉี่่ยวชนหลังแฉลบทางด้านซ้าย จยย.กระเด็นล้มไปเกาะกลาง คนขับจยย.สลบไหปลาร้าหักกระดูกเท้าแตก นอนรพ.10 วัน คนซ้อนเป็นน้องคนขับ กระดูกต้นแขนหักนอนรพ.1 เดือน ท่อน้ำตาขวาฉีกขาด ใส่เหล็กด้ามแขนขวากระดูกตลอดชีวิต ไปกายภาพฯรพ. 2 เดือน ทางตำรวจแจ้งว่า จยย.น่าจะประมาทร่วมด้วย ให้เหุตผลว่าจยย.ไปใช้ช่องทางรถยนต์ เพราะรถจยย.ต้องขับขี่เลนส์ซ้ายสุด (ถนนฟากละ 2เลนส์) ความเสียหายรถยนต์สีครูดไม่น่าจะเกิน4000.-จยย.ค่าซ่อมไม่เกิน2000.- ถ้าตำรวจนัดเจรจาผลคดีออกประมาทร่วม ผู้โดยสารจะได้รับค่าชดเชยอย่างไรบ้าง (ใช้พรบ.จยย.50000.-เต็มแล้ว) มีสิทธิเรียกร้องอย่างไร จากใคร รถยนต์มี พรบ.และประกันประเภท1 หรือถ้าจยย.เป็นฝ่ายถูกเรียกร้องสินไหมอย่างไร

ขอคำแนะนำด้วยคะ เพื่อข้อมูลในการเจรจากับตำรวจและคู่กรณี

โดยคุณ ธัญมน (223.205.xxx.xxx) 3 มี.ค. 2556, 22:24

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

 กรณีตำรวจสรุปสำนวนว่าประมาทร่วม. 

เรื่อง.  เส้นทางสี่แยกท้ายบ้านและเป็นเส้นทางชื่อมต่อไปอีกหมู่บ้านนึง. ดิฉันขับรถจักรยานยนต์มาทางทิศซึ่งจะข้ามไปฝั่งทิศใต้  และคู่กรณีขับรถจักรยานยนต์พ่วงรถเข็นบรรทุกนมเพื่อมาจำหน่ายตามร้านค้ามาทางด้านทิศตะวันออกจะเข้าหมู่บ้านไปทางทิศตะวันตก. เป็นทางลาดชันซึ่งต้องใช้คว่มเร็จในการขับรถขึ้นมาเพราะบรรทุกหนัก. และคู่กรณีถึงสี่แยกก่อนดิฉันทำให้ดืฉันเกิดการหักหลบไม้ทันจึงชนเข้าทึ่บริเวณท้ายรถจักยานยนต์ตรงที่ต่อพ่วงรถเข็น. แล้วดิฉันไปแจ้งความตำรวจสรุปว่า ประมาทร่วม.   และดิฉันเจ็บบริเวณต้นขาซ้าย แขนซ้าย แผลถลอกที่เอว. และศอก.  ใช้สิทธิ์ประกัน พรบ.   คู่กรณีบาดเจ็บบริเวณขาขวาและมีบาดแผลที่หัวแม่เท้าเย็บหกเข็ม. ต่อมาอีกหนึ่งวันคู่กรณีไปแจ้งความ และมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นจำนวน.  หนึ่งบาท. (ภาษาพื้นบ้านคือ หนึ่งหมื่นบาท).  แต่ดิฉันไกล่เกลี่ยเป็นครึ่งทาง คู่กรณีไม่ยินยอม. และมีการข่มขู่พูดเสียงโฮกฮากกับมารดาของดิฉัน. และมาฟ้องร้องทึ่ที่ทำการผู้ใหญ่่บ้านให้นำลูกบ้านออกจากพื้นที่   ดิฉันจึงขอเจรจาที่สถานีตำรวจ. ดิฉันจึงอยากถามว่า.  คู่กรณี  กระทำแบบนี้จะมีผลฝนคดีไหมคะ

โดยคุณ วิภาภรณ์ 9 มิ.ย. 2559, 01:33

ความคิดเห็นที่ 2

กรณีที่ทั้งฝ่ายผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ต่างฝ่ายต่างขับขี่โดยความประมาทเลิอเล่อเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยของผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์นั้น ผู้นั่งซ้อนท้ายนั้นเป็นผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนโดยเรียกให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิง หรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตด้วยทั้งค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงินด้วยตาม ป.พ.พ.มาตรา 444,446 แต่หากฝ่ายฝ่ายผู้ขับขี่รถยนต์เป็นผู้กระทำละเมิดแต่ฝ่ายเดียว ผู้ต้องเสียหายก็สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจากผู้ขับขี่รถยนต์และผู้รับประกันภัยให้ร่วมกันรับผิดต่อไปได้

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ (สมาชิก) 5 มี.ค. 2556, 16:52

ความคิดเห็นที่ 1

  ความเห็นของตำรวจว่าประมาทร่วม  ไม่ใช่ข้อยุติ....ผู้ประมาทต้องรับผิดชดใช้ค่ารักษาพยาบาล  ค่าขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ  ซึ่งการคิดคำนวณเป็นเงิน  ก็คงไม่ยุ่งยาก    แต่ค่าเสียหายแก่กายและจิตใจ  ที่เรียกว่าค่าทำขวัญ  ก็เรียกร้องได้ ตามควรแก่ฐานะ  ก็ลองคิดคำนวณดูว่าตัวเลขที่เหมาะสมคือเท่าไร...ส่วนความรับผิดทางอาญา  ตามข้อเท็จจริงถือว่ามีการบาดเจ็บสาหัส  ถ้าเป็นผู้ประมาท ก็มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี (ปอ. ม.300)  ถ้าเป็นการประมาทร่วม  การชดใช้และโทษก็ต้องลดลงตามส่วน  หรือครึ่งหนึ่ง  ได้ยกแนวคำพิพากษาศาลฎีกาให้พิจารณาดูแล้ว ครับ

 
 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2554
 
   การที่จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว
 
 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3735/2543
 
พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี    โจทก์
โจทก์ร่วม                                   โจทก์
นาย วุฒิชัย นวลปาน และนาง แสงระวี วิวัฒสวัสดินนท์หรือนวลปาน     โจทก์
 
นาย อานนท์ จันทร์เสวยหรือจันทร์สวย  จำเลย
 
ป.วิ.อ. มาตรา 15
ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
 
          ตามฟ้องระบุไว้อย่างแน่ชัดว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมกับจำเลย โดยผู้ตายขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความประมาทล้ำเส้นแบ่งช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยและเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยในช่องเดินรถของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับ และ ณ. ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่าเหตุเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาท ของจำเลยเพียงผู้เดียวแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุในฟ้อง จึงเป็น ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
 
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยขับรถกระบะด้วยความประมาทล้ำเส้นแบ่งช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่วิ่งสวนมา ขณะนั้นนายยุทธพล รัตนพลแสน ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความประมาทล้ำเส้นแบ่งช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลย และเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยในช่องเดินรถของจำเลยห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถประมาณ 50 เซนติเมตรเป็นเหตุให้นายยุทธพลผู้ขับและนายณัฐพล นวลปาน ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ระหว่างพิจารณา นายวุฒิชัย นวลปาน โจทก์ร่วมที่ 1และนางแสงระวี วิวัฒสวัสดินนท์หรือนวลปาน โจทก์ร่วมที่ 2 บิดามารดานายณัฐพล นวลปาน ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 83 เท่านั้น)
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)(6), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี
          โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า เหตุรถเฉี่ยวชนกันครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยเพียงผู้เดียวหรือไม่นั้นเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย ซึ่งตามฟ้องดังกล่าวระบุไว้อย่างแน่ชัดว่า ขณะเกิดเหตุนายยุทธพล รัตนพลแสน ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมกับจำเลย โดยนายยุทธพลขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความประมาทล้ำเส้นแบ่งช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลย และเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยในช่องเดินรถของจำเลยห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถประมาณ 0.50 เมตร เป็นเหตุให้นายยุทธพลผู้ขับและนายณัฐพล นวลปานซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1ซึ่งอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุในฟ้องดังกล่าวแล้ว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
          สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดแล้วว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันจนเป็นเหตุให้นายยุทธพลคนขับรถจักรยานยนต์และนายณัฐพลบุตรโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย และรถจักรยานยนต์เสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทปราศจากความระมัดระวังของทั้งจำเลยและนายยุทธพลผู้ตายจำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยและนายยุทธพลผู้ตายร่วมกันอีกทั้งจำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท ให้แก่ดาบตำรวจประพิมพ์รัตนพลแสน บิดาของนายยุทธพล รัตนพลแสน ผู้ตายรับไปเป็นที่พอใจแล้ว และยังนำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางศาลเพื่อมอบให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพล นวลปาน ผู้ตายเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายอีกด้วย จึงสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยถึง 3 ปี นั้นหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
 
 
( หัสดี ไกรทองสุก - กำพล ภู่สุดแสวง - ธาดา กษิตินนท์ )
 
โดยคุณ มโนธรรม เจษฎาสาธุชน (สมาชิก) 5 มี.ค. 2556, 09:07

แสดงความเห็น