WebBoard :กฎหมาย|ถูกโกง

ถูกโกง

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

ถูกโกง

  • 1866
  • 11
  • post on 17 มิ.ย. 2556, 11:28

 อยากทราบว่าถ้าเราถูกหลอกให้เซ็นเอกสารเกี่ยวกับการขายที่ดินเพื่อค้ำประกันการกู้ยืมเงินอ้างว่าเพื่อสะดวกในการติดตามหากเราผิดสัญญา แต่ภายหลังเอาที่ดินของเราไปขายฝากต่อโดยเพิ่มยอดจากหนี้เดิมเพื่อเอาเงินไปใช้เองโดยที่เราไม่รู้เรื่อง มารู้ทีหลังเพราะเจ้าของใหม่มาตามที่บ้านเพราะเราไม่ส่งดอกแต่ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยเจอกันเลย อยากทราบว่าพอจะมีกฎหมายใดคุ้มครองเราได้บ้างคะ 

โดยคุณ Naphaphorn Chenchai (สมาชิก) (118.172.xxx.xxx) 17 มิ.ย. 2556, 11:28

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11

ต้องการสอบถามเกี่ยวกับการ เซ็นค้ำประกันเงินกู้

โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องเซ็นค้ำประกันให้กะบุคคลนั่น..เพราะพนักงานเชิญให้ไปเซ็นให้กะอีกคน..เท่ากะโดนมัดมือชก..หรือพูดง่ายๆว่าโดนหลอกล่อ ให้เซ็น. ดิฉันอยากถามว่า ต้องการยกเลิกเซ็นค้ำสัญญาได้หรือไม่.

เรื่องพึ่งเกิดเมื่อวันอังคาร ที่12 กันยายน 2566

และดิฉันต้องการจะไปยกเลิกเซ็นสัญญา ที่ไปเซ็นค้ำประกันไว้ ในวันนี้

วันพุธ ที่13 กันยายน 2566

จึงขอทราบว่าต้องใช้หลักฐานอะไหลได้มั่งที่จะสามารถนำไป ขอยกเลิกสัญญานั่น.


โดยคุณ ศิริพร เขียวจีน 13 ก.ย. 2566, 04:26

ความคิดเห็นที่ 10

สวัสดีค่ะ มีเรื่องสำคัญปรึกษาทนายหน่อยค่ะ

คือตอนนี้มีคนหลอกให้คุณตาเซ็นเอกสารขายบ้านให้โดยไปเซ็นที่สำนักงานที่ดินบอกว่าจะเอาโฉนดไปเข้าธนาคารให้โดยการเซ็นขายเป็นชื่อเค้าก่อน โดยการขาย เค้าก็ไปบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าตาขายให้หลาน 450,000บาทได้เงินเรียบร้อย(แต่ยังไม่ได้เพราะเราแค่บอกเจ้าหน้าที่เฉยๆ เพราะคุณตายังไม่ขาย แต่ไปทำเรื่องว่าขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นชื่อเค้า เพราะที่จริงแล้วจะเอาโฉนดไปเข้าธนาคารเฉยๆ)พอเซ็นเอกสารเรียบร้อยทุกอย่างเค้าก็เดินเรื่องเข้าธนาคารให้จิงค่ะ แต่เราไม่เห็นเอกสารทางธนาคารหรอกเพราะเค้าเดินเรื่องเอง พอทุกอย่างเรียบร้อยเค้าก็กูเงินมา250,000บาท แต่เหลือเงินให้คุณตาแค่180,000กว่าบาท ตอนที่ยังไม่ได้เซ็นเอกสารให้โฉนดเป็นชื่อเค้า ทำไมช่างพูดดีเหลือเกิน บอกว่าจะกู้ให้แล้วให้หลานส่งธนาคารเองเดือนละ4,200บาท10ปีถ้าส่งหมดค่อยใถ่คืน แต่ตอนนี้เค้าเอาเรื่องไปพูดคุยโวว่า ได้ครอบครองบ้านหลังนี้แล้วรอสองตายาย อยุ่ไปจนตาย แต่หลานเป็นคนส่งเพราะอยุ่หลังเดียวกัน ถ้าสิ้นบุญสองตายายจะไม่ให้หลานเค้าอยุ่ ทั้งๆที่เค้าเป็นคนส่งแท้ๆ แล้วืีแรกพูดอีอย่าง ตอนนี้พูดอีกอย่าง อ้างว่ากู้ตังที่เค้าบ้างล่ะ(เอาปัญญาที่ไหนมาให้) ตอนนี้กลัวอย่างเดียวว่าเราจะส่งเงินไปเสียปล่าวหรือไม่ แล้วถ้าเราส่งหมดเค้าจะขายคืนให้เราหรือไม่ หรือต้องมีเอกสารอะไรให้เค้าเซ็นเป็นหลักฐาน ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ

โดยคุณ พัช 13 ส.ค. 2560, 14:34

ความคิดเห็นที่ 9

 รับปรึกษาเรื่องจำนอง ขายฝากฟรี ให้ความรู้ ต่างๆหรือจะปรึกษาได้ตลอด. ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิน

088-095-5416 ไอดีไลน์K-anpan

โดยคุณ เกริก 17 พ.ย. 2558, 11:40

ความคิดเห็นที่ 8

 เขานัดเซ็นเอกสารที่สำนักงานที่ดิน ในลักษณะไปถึงก็ทำเครื่องหมายตรงจุดที่ต้องเซ็นเลยค่ะ เขาบอกว่าให้เจ้าหน้าที่ที่รู้จักลัดคิวให้ ซึ่งดิฉันก็ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ด้วย ออกมาจากที่ดินพร้อมเงินที่เหลือจากหักค่าจิปาถะ โดยไม่ได้รับเอกสารอะไรเลย เขาอ้างว่าจะเอามาให้ทีหลัง จะมีสัญญาจะซื้อจะขายคู่กับเอกสารที่ทำที่สำนักงานที่ดิน แล้วก็ไม่เอามาให้ซักที่ จนเดือนพฤศจิกายนมีคนไปดูที่ดินที่บ้าน จึงได้เห็นว่าเป็นสัญญาขายที่ดิน ราคา 300,000 บาท จำได้เพียงว่าดิฉันได้ทักท้วงเรื่องยอดเงิน แต่เขาบอกว่าไม่มีอะไร มันเขียนไปตามราคาที่ดิน เพราะราคาที่ดินตามประเมิจริงๆ แล้วแปลงละ 381,600 บาท แต่เมื่อไถ่คืนดิฉันก็จ่ายแค่ เงินต้น 250,000 รวมกับดอกเดือนละ 7,500 นับถึงวันที่ไปไถ่คืน 

ดิฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดีคะ

โดยคุณ Naphaphorn Chenchai (สมาชิก) 19 มิ.ย. 2556, 09:53

ตอบความคิดเห็นที่ 8

หากคู่กรณีอีกฝ่ายกระทำผิดสัญญาข้อใด ท่านจำต้องมาปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีให้อีกฝ่ายกระทำตามสัญญาหรือฟ้องเพิกถอนสัญญาและเรียกค่าเสียหายต่อไป

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ (สมาชิก) 1 ก.ค. 2556, 11:06

ความคิดเห็นที่ 7

 ที่ดินสองแปลงที่ว่านี้มีบ้านด้วยค่ะ แต่ในสัญญาระบุว่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง

โดยคุณ Naphaphorn Chenchai (สมาชิก) 19 มิ.ย. 2556, 09:45

ความคิดเห็นที่ 6

1. ผมขอแนะนำให้ คุณพ่อกับคุณอาของคุณไปพร้อมกับคุณที่สำนักงานที่ดิน ขอตรวจสอบและขอคัดสำเนาเอกสารสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน จะได้รู้ว่า เรื่องจริงเป็นอย่างไร สัญญาระบุว่าอย่างไร กรรมสิทธิ์เป็นของใคร

2.การทำนิติกรรม ซื้อขาย ให้ จำนอง ขายฝาก ที่ดิน ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ดังนั้นเอกสารเกี่ยวกับการทำนิติกรรมจึงมีอยู่ที่สำนักงานที่ดินด้วย

การกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีผลต่อสิทธิในที่ดิน

3. ดังที่กล่าวไปแล้ว ตามหลักกฎหมาย การขายฝากไม่ใช่การประกันหนี้ เงินที่คุณได้คือราคาที่ดินที่ได้รับในการขายฝาก ซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วที่สำนักงานที่ดิน และราคาไถ่คืนจะเพิ่มได้อย่างมากก็คือ ในอัตรา 15 % ต่อปี (มีกฎหมายกำหนดไว้ ) ค่าไถ่จะเพิ่มจะจาก 250,000 บาท เป็น 550,000 ภายใน 2 ปี ไม่ได้

ทบทวนดูคำแนะนำของผมในความคิดเห็นที่ 3

4. ถ้าเจ้าของที่ดินมีคู่สมรสและ ที่ดินนั้นเป็นสินสมรส การขายฝากต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่สมรส  มิฉะนั้นคู่สมรสที่ไม่ยินยอมอาจฟ้องศาลขอให้เพิกถอนได้การขายฝากนั้น ( แต่การเพิกถอนก็ต้องไปฟ้องศาล และ เมื่อเพิกถอนการขายฝาก ก็ต้องคืนเงินที่เคยได้รับให้ผู้ที่ซื้อฝากด้วย )

5. การกู้เงินไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน การกู้ยืมเงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เงิน มิฉะนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้

ตามรูปคดี คุณไม่ได้กู้เงิน หรือค้ำประกันใดๆ แต่พ่อและอาของคุณเอาที่ดินไปขายฝาก ได้รับเงินเป็นราคาค่าที่ดินจากการขายฝาก และ คุณเอาเงินนั้นไปใช้ โดยผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่คืนที่ดินได้ในราคาเดิมที่ขายฝากไป หรืออาจเพิ่มขึ้นได้ ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ในเวลาไถ่คืนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ผู้ขายฝากก็ไปไถ่คืนจากคนนั้น

6. งานนี้ คนที่โดนหลอกน่าจะเป็นคนที่ซื้อที่ดินต่อจากนายหน้าไป ไม่ใช่คุณ

ถ้าฝ่ายคุณ (ผู้ขายฝาก) ต้องการไถ่คืนที่ดินก็นำเงินไปไถ่คืนต่อเจ้าของที่ดินปัจจุบันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก ภายในกำหนดซึ่งจดทะเบียนไว้ ณ สำนักงานที่ดิน (ระวัง ต้องมีหลักฐานการส่งมอบเงินที่ดีด้วย) หากเจ้าของที่ดินใหม่จะกล่าวอ้างราคาไถ่คืนเป็นจำนวนอื่น คุณไม่จำต้องยอมรับ ถ้าเจ้าของที่ดินไม่ยอมให้ไถ่คืน ให้นำเงินค่าสินไถ่ไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์ และนำหลักฐานไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน

7. งานนี้ คนที่โดนหลอกน่าจะเป็นคนที่ซื้อที่ดินต่อจากนายหน้าไป และ คนซื้อที่ดินเป็นผู้เสียหาย ส่วนนายหน้าเป็นผู้กระทำการฉ้อโกง แม้ว่าคุณไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่คุณอาจจะโดนกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับนายหน้า เป็นตัวการร่วมกันกระทำการฉ้อโกง

ก็หาทางต่อสู้คดีไว้ด้วยนะครับ
 

โดยคุณ วิชย ไทรวิจิตร (สมาชิก) 18 มิ.ย. 2556, 18:11

ความคิดเห็นที่ 5

การที่ดิฉันสามารถเอาที่ดินของพ่อกับอาไปค้ำประกันเงินกู้ได้เป็นการยินยอมของทั้งสองท่าน นายหน้าให้ทั้งพ่อและอาของดิฉันทำมอบอำนาจให้กับดิฉันในการทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินแทนท่านทั้งสอง ตลอดเวลาที่ตกลงกู้ยืมเงินกันเราใช้คำว่าขายฝากตลอด จึงเข้าใจว่าเอกสารที่ทำที่สำนักงานที่ดินเป็นการขายฝากที่ถูกต้องแล้ว และนายหน้ายังบอกอีกว่าจะมีสัญญาเงินกู้ที่ระบุยอดเงินต้น ดอกเบี้ยเดือนละ 7,500 ซึ่งไม่ต้องจ่ายทุกเดือน แต่ให้เก็บไว้คืนพร้อมเงินต้น เพราะเจ้าของเงินไม่อยากได้เงินทีละน้อย ระยะเวลาตามที่ตกลงกันคือ 2 ปี เขาจะนำสัญญาที่ว่านี้มาให้ภายหลัง แต่พอทวงถามทางโทรศัพท์เขาก็อ้างต่างๆนานา เช่น อยู่ต่างจังหวัด ติดลูกค้าคนอื่น แต่ไม่ต้องห่วงเพราะมีสัญญานี้อยู่ เจ้าของเงินก็เซ็นไว้ให้แล้ว นานเข้า จนเราลืมไปเลย กระทั่งเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เขาติดต่อมาว่าพอจะมีเงินดอกเบี้ยให้ก่อนซักเดือนหนึ่งไหม ดิฉันไม่สะดวกจึงบอกเขาไปว่าประมาณเดือนตุลาคมปีนี้ (2556) จะไถ่ที่คืนแล้ว เขาก็ไม่ว่าอะไร ประมาณเดือนกุมภาพันธ์มีโทรมาชวนให้โยกไปไว้กับเจ้าใหม่ 2-3 ครั้ง ดิฉันปฏิเสธเพราะมันต้องเสียค่าใช้จ่ายจุกจิกมากมาย เขาก็เงียบหายไป ไม่ได้ติดต่อกันอีก จนวันที่ 14 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา มีคนไปหาที่บ้านและตามมาพบดิฉันที่ที่ทำงาน เขาเอาสำเนาโฉนดให้ดู บอกว่านายหน้าโยกที่เอาไปไว้กับญาติของเขาซึ่งก็รับขายฝากที่ดินอยู่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยเพิ่มยอดเป็น 550,000 บอกว่าดิฉันต้องการเงินเพิ่ม และเงินส่วนที่เหลือหลังหักคืนให้กับเจ้าของเงินคนเดิม และค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว เหลือประมาณแสนกว่า เขายังได้ฝากนายหน้าเอามาให้กับดิฉันแล้ว เขาบอกอีกว่าตอนแรกเขาไม่มั่นใจเลยขอคุยกับดิฉัน นายหน้าก็ต่อโทรศัพท์ให้คุยด้วย จนเขาวางใจฝากเงินไป แต่เสียงที่คุยกันวันนั้นไม่เหมือนเสียงของดิฉัน ดิฉันปฏิเสธว่าไม่ได้ทำการโยกย้ายใดๆทั้งสิ้น และไม่ได้เจอกับนายหน้านานแล้ว เขาทำท่าตกใจบอกว่าถูกหลอก และพูดในทำนองปรึกษาว่าเราจะทำอย่างไรกันดี ญาติของเขาก็สูญเงินไปแล้ว เขาเสนอว่าจะให้ดิฉันคุยกับเจ้าของเงินคนใหม่ให้เขาเห็นใจว่าดิฉันถูกหลอก ขอหยุดภาระหนี้ไว้ที่ 550,000 ตามเงินต้น โดยให้ดิฉันหาเงินมาคืน หากไม่มีเขาเสนอให้ดิฉันเอาเข้าธนาคาร แล้วจะช่วยตามเงินแสนกว่าบาทนั้นกลับมาด้วยเพราะเขารู้จัก และอยู่ในวงการเดียวกับนายหน้าคนนั้น

ดิฉันอยากทราบว่า

1. พ่อและอาจดทะเบียนสมรส และคู่สมรสมีชีวิตอยู่ แต่ในวันทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินนายหน้าบอกให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าไม่ได้จดทะเบียน เพื่อความสะดวก พ่อกับอาก็บอกไป แต่เจ้าหน้าที่ก็ตรวจสอบ และบอกว่า "นี่ไง คุณจดทะเบียนสมรสทั้งสองคน" หมายความว่าอย่างไรคะ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องให้กลับมาขอคำยินยอมจากคู่สมรสก่อนก็ได้หรือ  

2. เขาเอาที่ดินไปขายต่อ โดยเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ทำไมคนที่มาตามที่บ้านถึงบอกว่าดิฉันติดค้างค่าดอกเบี้ย 

3. เป็นไปได้ไหมคะว่าคนที่มาใหม่ก็อยู่ในทีมเดียวกับนายหน้า แต่มาปั่นหัวเล่น หรือต้องการอะไรจากดิฉันอีก

4. ดิฉันต้องแพ้เขาทุกประตูเหรอคะ ในกรณีที่เขาจงใจปกปิดความจริง และบิดเบือนความจริงหลายอย่างทำให้เราเข้าใจผิด

ขอบคุณมากค่ะ

โดยคุณ 18 มิ.ย. 2556, 16:44

ความคิดเห็นที่ 4

กรณีที่ท่านถูกหลอกลวงให้ตนต้องเสียหายประการใดโดยไม่ดำเนินการตามกฎหมายคดีอาญาตามที่กฎหมายคุ้มครองบัญญัติคุ้มครองสิทธิต่อไป

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ (สมาชิก) 18 มิ.ย. 2556, 14:46

ความคิดเห็นที่ 3

ก่อนอื่นขอให้เข้าใจคำว่า "ขายฝาก" ก่อนนะครับ

ขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์คืนได้

การที่คุณเอาที่ดินไปขายฝาก คือคุณเอาที่ดินไปขายให้เขาและโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เริ่มต้นการขายฝากแล้ว แต่มีข้อตกลงว่า ผู้ขาย (คุณ) อาจไถ่คืนได้ภายในกำหนด

ในเมื่อที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ การขายฝากต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (ที่สำนักงานที่ดิน) จึงมีข้อดีที่มีทางราชการเข้ามาควบคุมอยู่ด้วย

ในทางปฏิบัติ การขายฝากถูกนำไปใช้เป็นการประกันหนี้ เพราะ เป็นประโยชน์ต่อฝ่่ายเจ้าหนี้ดียิ่งกว่าการจำนอง คือ เจ้าหนี้ (ผู้ซื้อฝาก) ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขายฝากตั้งแต่เริ่มต้นการขายฝาก และ ถ้าลูกหนี้ (ผู้ขายฝาก) ไม่มาไถ่คืนภายในกำหนด ลูกหนี้ (ผู้ขายฝาก) ก็จะหมดสิทธิไถ่คืนและกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็จะตกเป็นของเจ้าหนี้ (ผู้ซื้อฝาก) อย่างสมบูรณ์ โดยเจ้าหนี้ไม่ต้องฟ้องศาล หรือดำเนินการใดๆ อีก   ในขณะที่ถ้าเป็นการจำนองเป็นประกัน เมื่อลูกหนี้ผิดนัดเจ้าหนี้ต้องฟ้องศาลเพื่อบังคับจำนอง

----------------------------------------------------------------------

1. ที่ดินเป็นชื่อของคุณพ่อกับคุณอาของคุณ คุณเอามาขายฝากได้อย่างไร

2. คุณทำสัญญาขายฝากในราคาเท่าใดที่จดทะเบียนไว้ ณ สำนักงานที่ดิน และกำหนดระยะเวลาไถ่คืน ภายในกี่ปี ,

ตามที่คุณบอกน่าจะเป็น 250,000 บาท ไถ่คืนภายใน 2 ปี โดยมีดอกเบี้ยการไถ่คืน 3 % (น่าจะเป็นต่อปี) และคุณได้เงินจริงเท่าใด , ตามที่คุณบอก ได้น้อยกว่าราคาที่ตกลง โดยหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว แต่เรื่องนี้พิสูจน์ยาก สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นไปตามเอกสารที่จดทะเบียนไว้ ณ สำนักงานที่ดิน

3. ในขณะนี้ ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากตั้งแต่จดทะเบียนขายฝาก ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิใช้สอยที่ดิน และมีสิทธินำที่ดินไปขายต่อคนอื่นก็ได้ แต่ ขายฝากติดไปกับที่ดินด้วย แม้จะเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์ คุณก็มีสิทธิไถ่คืนกับเจ้าของใหม่ได้ภายในกำหนดในสัญญาขายฝาก ( 2 ปี )

4. ตามหลักกฎหมาย การขายฝากไม่ใช่การประกันหนี้ (แม้ในทางปฏิบัติจะใช้เป็นหลักประกันหนี้) การกู้ยืมเงินไม่เกี่ยวกับการขายฝาก เงินที่คุณได้คือราคาที่ดินที่ได้รับในการขายฝาก ซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วที่สำนักงานที่ดิน และราคาไถ่คืนจะเพิ่มได้อย่างมากก็คือ ในอัตรา 15 % ต่อปี (มีกฎหมายกำหนดไว้ ) ค่าไถ่จะเพิ่มจะจาก 250,000 บาท เป็น 550,000 ภายใน 2 ปี ไม่ได้

การกู้เงินเพิ่ม เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับที่ดินและการขายฝาก

ดังนั้น คุณมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินที่คุณขายฝากได้ ในราคาเริ่มต้นที่จดทะเบียนขายฝากไว้ บวกดอกเบี้ย 3 % ตามที่ตกลงไว้ ( หรืออย่างสูง ไม่เกิน 15 % ต่อปี ) ถ้าที่ดินโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของคนอื่นแล้วคุณมีสิทธิไถ่ถอนคืนกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ใหม่ได้ ภายในกำหนดในสัญญาขายฝาก

5. รายละเอียดตรวจสอบข้อมูลที่สำนักงานที่ดินได้ อย่าปล่อยให้เจ้าหนี้แอบอ้างเอาเองครับ

6. ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการจำนองที่ดิน ไม่ใช่การขายฝาก คำแนะนำที่กล่าวข้างต้นไปคนละทางแล้วครับ ให้บอกข้อมูลใหม่
 

โดยคุณ วิชย ไทรวิจิตร (สมาชิก) 17 มิ.ย. 2556, 21:13

ความคิดเห็นที่ 2

 ขอบคุณคุณวิชัยค่ะ คือว่าเมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้วดิฉันติดต่อนายหน้าว่าอยากทำขายฝากที่ดินเพื่อนำเงินไปใช้ ซึ่งค่อนข้างด่วนมาก หากรอยื่นกู้แบงค์อาจไม่ทัน ตกลงกันว่าเอาที่ดินสองแปลง (ชื่อพ่อ 1 แปลง ชื่ออาอีก 1 แปลง)ค้ำประกันโดยการทำขายฝาก จากนั้นนัดที่ที่ดินโดยเขาบอกว่าติดต่อเจ้าหน้าที่ที่รู้จักไว้แล้วเพื่อจะได้ไม่เสียเวลามาก ไปถึงเขาให้เซ็นตามจุดที่ทำเครื่องหมายไว้แล้ว ยอมรับว่าชะล่าใจไม่อ่านให้ดีก่อน ตอนที่เซ็นนายหน้าบอกว่าเซ็นที่ที่ดินเพื่อเป็นการค้ำประกัน หลังจากนั้นจะมีสัญญาคู่อีก 1 ฉบับเป็นรายละเอียดเรื่องเงินต้น ดอกเบี้ย และอื่นๆตามที่คุยกันไว้  (ต้น 250,000  ดอกเบี้ย 3% เป็นเงิน 7,000 บาท แต่ไม่ต้องจ่ายทุกเดือน ให้เก็บไว้จ่ายทีเดียวตอนคืนเงินต้น ตามตกลงไว้คือภายในเวลา 2 ปี)อย่างถูกต้อง เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร รับเงินมา (หักค่าโอน ค่าปากถุง ค่าไถ่ถอนจากคนที่เราเอาไปจำนองไว้เดิม 90,000  ค่าดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 เดือน  ค่าจิปาถะ เหลือเงินประมาณ 80,000 บาท  )จนเดือนพฤศจิกายน มีคนไปดูที่ที่บ้าน บอกว่ามีนเอาที่ไปขายเขา เลยมาดูที่ เราตกใจมากรีบโทรไปหานายหน้า แต่เขาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เอาไปบายให้ใคร พร้อมกับบอกว่าเรามาีสัญญากันอยู่ เขาไม่ขายหรอก เพราะเราไม่ได้ผิดสัญญาอะไร ก็เลยนัดขอดูโฉนด เขาก็เอามาให้ดู มันยังเป็นชื่อเจ้าของเงินคนเดิมอยู่ จากนั้นก็คุยกันว่าประมาณตุลาคมปีนี้ จะไถ่ถอน เขาก็ตกลง ถามถึงสัญญากู้ยืมที่ว่าจะให้ตั้งแต่วันไปที่ดิน เขาบอกว่าอยู่ที่เขา แล้วจะเอามาให้ จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็น เงียบไปนานหลายเดือนจนคิดว่าไม่มีอะไรแล้ว รอถึงตุลาคมจะเอาคืน แต่วันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา มีคนไปที่บ้านบอกว่านายหน้าเอาที่ของเราไปขายต่อให้เขาแล้วโดยเพิ่มยอดเป็น 550,000 โดยนายหน้าบอกเขาว่าดิฉันเป็นคนขอโยกเพราะต้องการเงินเพิ่ม ยังได้คุยกับดิฉันทางโทรศัพท์ว่าให้ฝากเงินที่เหลือมาให้ดิฉันที่ที่ทำงาน ดิฉันปฏิเสธ เพราะไม่เคยคิดจะโยก ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เขาบอกว่ามาหาเพราะดิฉันไม่ส่งดอก แล้วก็บอกอีกว่าเขาถูกนายหน้าหลอกด้วยเหมือนกันค่ะ ดิฉันมืดแปดด้าน แต่ก็ยังไม่ท้อค่ะ เพราะดิฉันไม่อยากทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไปมากกว่านี้ ดิฉันอยากถามค่ะว่าไม่มีทาวใดที่ดิฉันจะได้ที่คืนเลยเหรอคะ ทั้งที่เขาหลอกดิฉันสารพัด ไม่ได้เป็นไปตามสาระที่คุยกันไว้เลย ขอคำปรึกษาด้วยค่ะ

โดยคุณ Naphaphorn Chenchai (สมาชิก) 17 มิ.ย. 2556, 15:58

ความคิดเห็นที่ 1

ต้องการทราบรายละเอียดมากกว่านี้เพื่อการให้คำปรึกษาคำแนะนำครับ

1. เจ้าของกระทู้ บอกว่าโดนหลอกให้เซ็นเอกสารอะไร เจ้าของกระทู้กู้ยืมเงิน นอกสัญญากู้เงินแล้วเจ้าของกระทู้เซ็นเอกสารอะไร เช่น หนังสือมอบอำนาจเพื่อทำการอะไร หรือ หนังสือมอบอำนาจเปล่าไม่ได้ระบุเพื่อทำอะไร หรือ สัญญาจำนอง หรือ สัญญาขายฝาก

2. ถ้าเป็นการขายฝากที่ดิน เจ้าของกระทู้มีเจตนาจะขายฝากที่ดินเพื่อให้ได้เงิน และ ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน (ขายฝากคือ ขายทรัพย์สินโดยที่ผู้ขายอาจไถ่คืนได้ ภายในกำหนด ) ซึ่งตรงตามเจตนาแล้ว หรือ ว่า ทำโดยสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉลอย่างไร

3. การทำนิติกรรม ซื้อ ,ขาย, ขายฝาก, จำนอง ,ให้ เกี่ยวกับที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ มีหลักฐานปรากฏอยู่ที่สำนักงานที่ดินอยู่แล้ว ถ้าหากมีความผิดพลาด โดยมีเหตุที่อ้างได้ตามกฎหมาย ก็อาจจะมีทางติดตามเอาคืนได้ครับ
 

โดยคุณ วิชย ไทรวิจิตร (สมาชิก) 17 มิ.ย. 2556, 12:10

แสดงความเห็น