งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
โดนหยามชูวิทย์ฟิวส์ขาด
เมื่อวานนี้ข่าวใหญ่อีกข่าวหนึ่ง
ที่ทำให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าต่อเนื่องก็คือคดีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ไปให้สัมภาษณ์สดในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง หลังจากจบรายการนายชูวิทย์ เกิดมีปากเสียงกันรุนแรง ชูวิทย์ ระบุไม่พอใจถูกหยามศักดิ์ศรีในรายการ
โดนกล่าวหาไม่เป็นลูกผู้ชายจึงต้องตอบโต้ตามวิถีของตัวเอง จึงชกนายวิศาล ดิลกวณิช ดำเนินรายการ
การกระทำของนายชูวิทย์ มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 391 เป็นความผิดลหุโทษ ข้อหาทำร้ายร่างกาย ปรับไม่เกิน 1 พันหรือจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหลังจากถูกทำร้ายร่างกายนายวิศาล ดิลกวณิช ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ พร้อมยืนยันว่า จะดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ จนถึงที่สุด
ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
โดนหยามชูวิทย์ฟิวส์ขาด
ตีศอกใส่กระทืบซํ้าพิธีกรข่าววิศาล
หลังสัมภาษณ์ข่าวเที่ยงทีวี 3 ผิดแค่ลหุโหทษ-สื่อประณาม
ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนดัง
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ถูกหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ระเบิดอารมณ์ใช้ศอกกระแทกหน้าวิศาล ดิลกวณิช
พิธีกรข่าวชื่อดัง ล้มคว่ำในห้องส่งช่อง 3 พร้อมกระทืบซ้ำ
หลังจากทั้งสองออกรายการสดคู่กันแล้วเปิดมีปากเสียงกันรุนแรง ชูวิทย์ ระบุไม่พอใจถูกหยามศักดิ์ศรีในรายการ
โดนกล่าวหาไม่เป็นลูกผู้ชายจึงต้องตอบโต้ตามวิถีของตัวเอง
แต่ยอมขอโทษวิศาล-กองบก.ช่อง 3-สื่อมวลชน ฝ่ายวิศาล
หลังเกิดเรื่องเข้าโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจมีรอยฟกช้ำที่หน้า-หู-เข่า
ก่อนไปแจ้งความกับตำรวจดำเนินคดีอาญา แจงทำหน้าที่สื่อมวลชนปกติ
แต่เจอผู้ร่วมรายการตอบคำถามวกวน กวนประสาท จำเป็นต้องคุมเวลาจึงเกิดปัญหาขึ้น
ระบุชูวิทย์เป็นอันธพาลชอบใช้กำลัง ตำรวจ
ชี้ความผิดลหุโทษข้อหาทำร้ายร่างกาย ปรับไม่เกิน 1
พันหรือจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ คาด 1-2 วัน เรียกชูวิทย์ มาพบ ด้านสื่อต่างประเทศ เสนอข่าวไปทั่วโลก
ส่วนสมาคมสื่อ ออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมชูวิทย์
ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง
3 อาคารมาลีนนท์ ย่านคลองเตย เมื่อเวลา 13.00 น.
วันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ภายหลังรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ที่มีนายวิศาล ดิลกวณิช เป็นผู้ดำเนินรายการ
มีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
เป็นแขกรับเชิญให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง จบลงนั้น
ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นภายในห้องส่งออกอากาศ รายการข่าวเมื่อนายชูวิทย์ ซึ่งอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวจากการตั้งคำถามและ
โต้ตอบของนายวิศาล ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนายวิศาล
เข้าที่ใบหน้าอย่างจังจนล้มลงกองกับพื้น จากนั้นนายชูวิทย์ได้ตรงเข้าไปกระทืบซ้ำอีก
สร้างความตกใจแก่ทีมงานรายการและทีมงานของนายชูวิทย์เป็นอย่างมาก
ก่อนที่จะมีการแยกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายออกจากกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
หลังจากที่มีการแยกนายชูวิทย์ และนายวิศาล
ออกจากกันแล้วนั้น ทีมงานรายการข่าวได้เข้ามาพูดคุยกับนายชูวิทย์
บริเวณด้านหน้าห้องออกอากาศ ส่วนนายวิศาล มีทีมงานนำตัวไปพบแพทย์ที่รพ.สมิติเวช
สุขุมวิท โดยแพทย์ได้ทำการตรวจอาการและรักษาบาดแผลของนายวิศาล เบื้องต้น นพ.ธีรพร ชัยจินดา อายุรแพทย์ระบบประสาท
ผู้ตรวจร่างกายนายวิศาล พบว่ามีรอยฟกช้ำที่ใบหูซ้าย แก้มซ้ายใกล้คาง 2 แผล ใบหูขวา
รูหูขวา และด้านในเข่าขวา มีเลือดออกใต้ผิวหนัง
ซึ่งมีการให้ยาแก้ปวดไปรับประทานก่อนจะนัดให้มา พบแพทย์อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นายวิศาล
กล่าวว่า ในวันนี้ทางทีมงานรายการได้นัดนายชูวิทย์
มาออกรายการเพื่อพูดเกี่ยวกับนโยบายปากท้องและการจราจร
แต่ช่วงก่อนออกรายการนั้นนายชูวิทย์บอกว่าจะไม่พูดถึงนโยบายแต่จะขอพูดถึงการตรวจสอบความไม่โปร่งใสและทุจริต
ตนได้โต้แย้งไปว่าผู้สมัครรายอื่น ๆ ที่มาออกในรายการนี้
ได้พูดถึงนโยบายดังกล่าวถ้านายชูวิทย์มาพูดอาจจะเสียเปรียบได้
รวมทั้งมีการสอบถามเรื่องป้ายหาเสียงของนายชูวิทย์
ที่มีการเปลี่ยนภาพที่ดูหน้าตาขึงขังมาเป็นรูปแนวสุขุม ซึ่งนายชูวิทย์ได้ระบุว่าที่ต้องเปลี่ยนรูปเพราะต้องการปรับภาพลักษณ์ไว้ต่อสู้กับคู่แข่งด้วยกัน
“เมื่อมีการออกอากาศได้สอบถามในหลายประเด็นเกี่ยวกับการหาเสียงของคุณชูวิทย์ ทั้งกรณีการไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบกรณี
รถดับเพลิงกทม.ว่าไปยื่นหนังสือจุดประสงค์เพื่ออะไร เขาบอกว่าต้องตรวจสอบ
ผมถามว่าก่อนสมัครผู้ว่าฯทำไมไม่ไปยื่น ไปยื่นตอนนี้เพื่อดิสเครดิตคุณอภิรักษ์หรืออย่างไร
แกบอกแกต้องตรวจสอบ ทีนี้ก็พูดมีอารมณ์พูดเร็วและแรง
เมื่อเวลาพูดเร็วผมก็ฟังไม่ทัน ผมก็ต้องคอยเบรกอีกทั้งยังมีคำพูดบางเรื่องล่อแหลม
พาดพิงถึงคนอื่น ผมมีเวลาในรายการ 15 นาที
ต้องควบคุมทั้งประเด็นและเวลา และในบางครั้งที่มีการตอบคำถามนั้นแกตอบชวนหาเรื่อง
ชวนผมทะเลาะต่อเนื่อง ใช้คำถามยอกย้อนกวนประสาท ผมไม่ว่าอะไร
แต่เสียดายเวลาแทนที่ชาวบ้านจะได้รู้ว่าแก้ปัญหาอะไร กลายเป็นหาเรื่องทะเลาะ”
นายวิศาล กล่าว
“ในระหว่างออกอากาศตอนท้าย ในฐานะที่เป็นสื่อ
ตนระวังไม่ไปพาดพิงบุคคลที่สาม ได้สอบถามเพื่อให้ชาวบ้านเห็นข้อเท็จจริงทุกด้าน
แต่สุดท้ายถามเรื่องป้ายก็ย้อนกลับอีกชวนทะเลาะ ยอกย้อนก็ไม่ได้เสียหายอะไร
เพราะว่าการปรับป้ายมันคือการปรับกลยุทธ์ ใคร ๆ ก็ปรับป้ายหาเสียง
เขาก็ไม่ยอมตอบยอกย้อน ถามคำ ถามผม
ก็เลยบอกแกตอนแรกตอบผมก่อนเข้ารายการว่า ปรับเพื่อสู้คุณอภิรักษ์
ทำไมข้างหลังรายการเอามาคุย เราก็อ้างตัวตนของชูวิทย์หน้ากล้องกับหลังกล้องเหมือนกันหรือเปล่า
เพราะเท่าที่ผมคุยไม่ได้คุยเป็นความลับทีมงานคุณชูวิทย์ก็อยู่
ทีมงานในกล้องสตูดิโอก็อยู่ ไม่ได้ตกลงว่าเป็นความลับ ถามตรง ๆ เรื่องป้ายก็ไม่ได้เสียหายอะไร”
ผู้ดำเนินรายการดัง กล่าว
นายวิศาล
เผยต่อว่า หลังจากจบรายการตนก็เดินออกจากโต๊ะข่าวยังไม่พ้นห้องส่งนาย ชูวิทย์ตรงเข้ามาเอาศอกกระแทกที่กกหูจนตนล้มลง
จากนั้นนายชูวิทย์ได้ยกเท้ากระทืบซ้ำอีกที่ขา
ในช่วงนั้นทีมงานของรายการและทีมงานของนายชูวิทย์ได้เข้ามาแยกนายชูวิทย์ออกไป เรื่องที่เกิดขึ้นตนไม่ตอบโต้ ตนไม่ใช่คนเถื่อน
ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้กำลัง ไม่ได้มีนิสัยอันธพาลนักเลง
โดยส่วนตัวไม่เคยเจอนายชูวิทย์
สัมภาษณ์ครั้งนี้ครั้งแรก ยืนยันไม่มีอคติ หลังเกิดเหตุทีมงานของนายชูวิทย์มาไหว้ขอโทษตน อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาและจะเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งด้วย
ที่สน.ทองหล่อ
เวลา 15.00 น. นายวิศาล เข้าพบ ร.ต.ต.ทวีศักดิ์ ทองชนะ ร้อยเวร สน.ทองหล่อ
เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีต่อนายชูวิทย์
ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำนายวิศาลไว้พร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับคู่กรณี
ทั้งนี้ระหว่างที่นายวิศาลแจ้งความอยู่นั้นนางลีน่า จัง ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.
ได้เข้ามาให้กำลังใจพร้อมกับประณามการกระทำของนายชูวิทย์ด้วย
พ.ต.ท.ชนินทร วชิรปราณีกุล รองผกก.
สส.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า ในคดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายพร้อมกับนำใบแพทย์มาประกอบสำนวน
เพื่อเตรียมเรียกนายชูวิทย์มารับทราบข้อหา
เบื้องต้นแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายไว้ก่อน ซึ่งมีโทษเบาคือปรับไม่เกิน 1 พันบาท
หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยคาดว่าจะสามารถเรียกนายชูวิทย์มาพบได้ประมาณ 1-2 วันนี้
ต่อมาเวลา
16.30 น. ที่สวนชูวิทย์ สุขุมวิท 10 ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของนายชูวิทย์
มีการแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว โดยนาย ชูวิทย์ซึ่งอยู่ในอาการเครียดแต่พยายามจะสร้างอารมณ์ให้ดีพร้อมกับพูดหยอกล้อกับสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวว่าขอให้ลงให้ถูกด้วย
ตนใช้ศอกไม่ได้ต่อยตามที่นายวิศาลให้ข่าว
ก่อนจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า
ตนยอมรับผิดในสิ่งที่ทำลงไป ต้องขอโทษกองบรรณาธิการช่อง 3
ขอโทษสื่อมวลชน และขอโทษนายวิศาล แต่ขอยืนยันว่าสิ่งที่ทำลงไปเพราะมีแรงกดดันจากการที่นายวิศาล
หยามศักดิ์ศรีตนระหว่างที่ออกอากาศ
“ผมเป็นลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้
สิ่งที่ทำไปยอมรับว่ารู้สึกดีที่ได้ทำไป ขอยืนยัน ว่าไม่ได้ต่อย แต่ใช้ศอกกระแทก
เรื่องนี้ยังดีที่ผมไม่ทำตอนออกอากาศ ผมยังสามารถควบคุมอารมณ์ได้อยู่
นายวิศาลใช้คำถามที่วกวนกวนประสาท
ในรายการมีการย้อนถามว่าผมในและนอกรายการไม่เหมือนกันหรือ
ซึ่งก็หมายความว่าผมไม่ใช่ลูกผู้ชาย มันเป็นการหยามศักดิ์ศรี พิธีกรแบบนี้
ไม่มีจรรยาบรรณ เอาเรื่องที่คุยกันข้างนอก มาออกในรายการ
อีกทั้งเมื่อรายการจบก็ไม่มีการแสดงความขอบคุณหรือทักทายตามธรรมเนียม
กลับเดินออกไป ผมก็เลยเดินตามไปแล้วเค้าก็หันมาบอกว่าไม่มีอะไรกันนะพี่
ซึ่งผมถือว่า พูดจาแบบนั้นไม่ได้เพราะการหยามศักดิ์ศรีกันแล้วจะมาพูดแค่นี้ไม่จบ
ผมเลยใช้ศอกกระแทกหน้าเค้าไปจริง ๆ ตั้งใจกระทืบปากกระทืบหน้าแต่พลาดไม่โดนไปถูกที่ขาแทน”
นายชูวิทย์ กล่าว
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า
หากตำรวจจะเรียกตนไปรับทราบข้อหาตนพร้อมไปทันที เสียค่าปรับ 500
บาทไม่หนักหนา กระทืบ 1 ครั้ง กระแทกศอก 1 ครั้ง ปรับ 1 พันบาท แล้วจะให้ทิปอีก 1 พันบาทด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นตนยอมรับและเตรียมใจไว้แล้วว่าจะเกิดอะไรต่อไป
แต่ตัวตนของตนเป็นแบบนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้
เมื่อมีการยั่วยุหรือดูหมิ่นเหยียดหยามกันก็ต้องมีการตอบโต้เป็นเรื่องธรรมดา
ตนไม่คิดว่าคนกรุงเทพฯจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียง 1
ครั้งมาตัดสินใจว่านิสัยตนแย่หรือไม่ดี เพราะสิ่งนี้ตนไม่ได้ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว
อย่างไรก็ตามตนได้กำลังใจจากคนรอบข้างคนในครอบครัวให้ยืนหยัดในสิ่งที่ทำต่อไปด้วย
โดยตนจะขอเดินหน้าหาเสียงตามกำหนดการเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานข่าวและภาพข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกในวันเดียวกันนี้
โดยนำเสนอเรื่องราวของนายชูวิทย์
อดีตเจ้าพ่อวงการอาบอบนวดในกรุงเทพฯ
ซึ่งผันตัวเองมาเล่นการเมืองและปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่ง
ผู้ว่าฯกทม.ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่สามวันก่อนถึงวันลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค.นี้
นายชูวิทย์ก็ได้กลายมาเป็นข่าวดัง
เพราะได้ทำร้ายร่างกายด้วยการต่อยและกระทืบผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง
3 นายวิศาล ดิลกวณิช ซึ่งล้มลงไปกับพื้นแล้ว
เหตุเกิดที่ห้องส่งสถานีโทรทัศน์
หลังจากเสร็จสิ้นรายการสัมภาษณ์แต่ผู้ประกาศข่าวทำให้เขามีอารมณ์โกรธด้วยคำถามที่คาใจ
สำนักข่าวเอพียังได้สรุปคำให้สัมภาษณ์ของนายชูวิทย์ว่าธุรกิจค้ากามไม่ใช่ปัญหา
แต่ถ้าคุณไม่มีเซ็กซ์นั่นแหละปัญหา
จากกรณีที่นายชูวิทย์ทำร้ายร่างกาย นายวิศาล สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นว่าพฤติกรรมของนายชูวิทย์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับบุคคลสาธารณะที่เสนอตัวเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.
ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุนายวิศาลได้ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์นายชูวิทย์ตามปกติ แม้จะมีคำถาม ที่อาจทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจ
ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของสื่อมวลชนในการตั้งคำถามกับผู้เสนอตัวให้ประชาชนเลือก
เช่นเดียวกับอาณาอารยประเทศทั้งหลาย ซึ่งนายชูวิทย์ก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามได้
แต่ไม่มีสิทธิทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งกำลังทำหน้าที่
สมาคมฯขอประณามพฤติกรรมของนายชูวิทย์
และขอเรียกร้องให้ประชาชนกรุงเทพฯโปรดใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้ว่าฯกทม.ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ในช่วงรายการ ข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ทางช่อง 3
ได้มีการนำเทปรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ช่วงที่นายวิศาล สัมภาษณ์นายชูวิทย์มาออกอากาศซ้ำเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอีกครั้ง
พร้อมกันนี้นายสรยุทธ สุทัศนจินดา
พิธีกรชื่อดัง ได้เชิญนายชูวิทย์ มาสอบถามถึงเรื่องดังกล่าวด้วย
โดย นายชูวิทย์
ยืนยันว่าได้ก่อเหตุจริงพร้อมขอโทษทุกคนแต่ก็ขอตำหนิการทำงานของนายวิศาล
ขณะที่นายสรยุทธ ได้สัมภาษณ์นายวิศาล
ผ่านทางโทรศัพท์ในเรื่องเดียวกันนี้ ซึ่งนายวิศาล
ยืนยันว่าตนทำหน้าที่ตามหลักการรายงานข่าวที่ต้องการเสนอข้อมูลทุกด้านแก่ประชาชน
ไม่มีเจตนาร้ายแต่สาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะนายชูวิทย์
ระงับอารมณ์ไม่อยู่
นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานกกต.กทม.
กล่าวถึงกรณีนายชูวิทย์
ทำร้ายนายวิศาลว่าเรื่องดังกล่าวไม่กระทบต่อการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ของนายชูวิทย์ เพราะเป็นคดีส่วนบุคคล สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของประชาชน
ทั้งนี้ตนขอเตือนประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.วันที่ 5 ต.ค. นี้ อย่าสวมเสื้อผ้าที่ระบุหมายเลข 1-16
ซึ่งตรงกับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.
เข้าไปคูหาลงคะแนนเพราะจะเข้าข่ายการกระทำความผิดมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีด้วย
ในส่วนของกรรมการประจำหน่วยและกรรมการจะใช้ประมาณ 80,000
คน
นายประวิทย์ มาลีนนท์ ผู้บริหารช่อง 3 กล่าวว่า
ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่สามารถให้ความเห็นได้
แต่คิดว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อย่างไร
ก็ตามคิดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นเพราะทั้งคู่ได้พูดในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้แล้ว
ส่วนการจะเรียกนาย วิศาล มาพูดคุยนั้นคงไม่ต้องเพราะต่างคนต่างทำหน้าที่
ทุกคนเคลียร์กันแล้ว
นายสมชาย
ฉัตรโท รองผู้จัดการฝ่ายข่าว ช่อง 3 เปิดเผยว่า
เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว
แต่ทางสถานีจะตรวจสอบเทปรายการเพื่อหาสาเหตุว่าเรื่องใดที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นก่อนจะมีการ ตัดสินหรือดำเนินการใด ๆ ต่อไป
ทั้งนี้ในกรณีที่นายชูวิทย์
ระบุว่าพิธีกรทำหน้าที่ไม่ถูกต้องสามารถจะร้องเรียนได้ ซึ่งทางสถานีจะตรวจสอบตามหลักวิชาการต่อไปด้วย
ที่พรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคฯ
ที่ถูกโจมตีจากผู้สมัครคนอื่น ๆ
ส่วนที่มีข่าวว่านายอภิรักษ์จะโดนใบเหลืองเรื่องป้ายประชาสัมพันธ์กทม.นั้น
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหาเสียง แต่เป็นการ ดำเนินการของกทม.
นายองอาจ
คล้ามไพบูลย์
ผอ.ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
ตนตรวจสอบข้อเท็จจริง และการให้สัมภาษณ์ของประธานกกต.กทม.พูดเพียงว่า
ที่ประชุมพิจารณาเฉพาะประเด็นคำร้อง และความเห็นสรุปแล้วว่าผิดหรือไม่
เบื้องต้นฝ่ายกฎหมายพรรคฯได้พิจารณาแล้วมั่นใจว่าไม่ผิดกฎหมายจนทำให้นายอภิรักษ์ถึงขั้นถูกใบเหลือง
ส่วน นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ตนไม่กังวลเรื่องใบเหลือง
เพราะป้ายประชาสัมพันธ์จัดทำขึ้นสมัยที่ตนยังเป็นผู้ว่าฯกทม.อยู่ ไม่ได้ออกมาในช่วงเลือกตั้ง.
นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.
ตรวจความพร้อมการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เขตตลิ่งชัน
และรับฟังรายงานความพร้อมของเขตทวีวัฒนา บางกอกน้อย และบางพลัด โดยกล่าวภายหลังว่า
กกต.ได้ประสานขอให้ทั้ง 50 เขต
ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) และเปิดทำงานเพื่อถ่ายภาพห้องเก็บหีบบัตรไว้ตลอด
24 ชั่วโมง และให้ทุกเขตเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ 1 ปี สำหรับตรวจสอบ เผื่อมีเหตุร้องเรียน โดยหาสถานที่ที่เหมาะสม
มีไฟฟ้าส่องสว่างตลอดเวลา ให้เห็นถึงความโปร่งใส
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล
(บช.น.) พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผบช.น.
เรียกประชุมเตรียมพร้อมรักษาความสงบเรียบร้อยอำนวยความสะดวกจราจรการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
หลังประชุม พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบช.น.
กล่าวว่า ได้ประสานขอกำลังจาก บช.ก. บช.ตชด. ตำรวจภูธรภาค 1,2 และบช.สตม. รวม 13,000 คน ร่วมปฏิบัติการเข้าประจำในหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,337 หน่วย หน่วยละ 2 นาย
พร้อมติดตามตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่เย็นวันที่ 4 ต.ค.นี้.
ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์