จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต้องจัดการตามกฎหมายไม่ใช่จัดการตามอำเภอใจ อาจถูกถอดถอนได้|จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต้องจัดการตามกฎหมายไม่ใช่จัดการตามอำเภอใจ อาจถูกถอดถอนได้

จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต้องจัดการตามกฎหมายไม่ใช่จัดการตามอำเภอใจ อาจถูกถอดถอนได้

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต้องจัดการตามกฎหมายไม่ใช่จัดการตามอำเภอใจ อาจถูกถอดถอนได้

  • Defalut Image

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568

บทความวันที่ 6 ก.ค. 2569, 11:35

มีผู้อ่านทั้งหมด 156 ครั้ง


จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต้องจัดการตามกฎหมายไม่ใช่จัดการตามอำเภอใจ อาจถูกถอดถอนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568
             การที่ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีจึงยังคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดก จึงย่อมมีปัญหาเกี่ยวเนื่องจากการถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 เป็นผลให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องที่ 2 โต้แย้งว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นปัญหาว่า ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่คงเหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งให้เสร็จสิ้นกระแสความได้ เมื่อสั่งแล้วกระทบถึงสิทธิของคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ผู้ร้องที่ 2 ได้อุทธรณ์ฎีกามาตามลำดับ เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อันเป็นการอ้างข้อกฎหมายผิด เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ทำการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบตามความหมายของบทมาตราดังกล่าว เพียงแต่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายโดยใช้รูปแบบเป็นการชี้แจงไม่ใช่คำสั่ง ซึ่งในทางเนื้อหามีผลโดยปริยายเท่ากับศาลชั้นต้นชี้และปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวไม่มีอำนาจจัดการมรดก หากยังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อวินิจฉัยนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียอาจนำไปอ้างอิงให้มีผลต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่รวมถึงทายาทได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 จึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้ว คู่ความที่ไม่เห็นด้วยย่อมโต้แย้งข้อวินิจฉัยนี้ได้ การที่ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาต่อมาย่อมถือได้แล้วว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว
              คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่เท่ากับเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า ยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง เมื่อคดีนี้ตามพินัยกรรมระบุไว้ว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลงหากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้ ว. และ พ. ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" และในชั้นแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสอง แม้เป็นการตั้งผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล แต่ศาลก็ตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ตายที่แสดงเจตนาไว้โดยพินัยกรรม และในพินัยกรรมได้เขียนเป็นหลักการไว้ว่า "ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย" แต่ก็เขียนข้อยกเว้นไว้แล้วด้วยว่า "ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าคนใดคนหนึ่งสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว เจตนาของเจ้ามรดกให้อีกคนจัดการมรดกแต่โดยลำพังต่อไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 ที่ถ้า "มีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" มิฉะนั้น การจัดการมรดกย่อมไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการจัดการมรดกต่อไปนั้น ผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมต้องจัดการไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามพินัยกรรมและกฎหมาย ไม่อาจจัดการไปตามอำเภอใจของตนได้ หากไม่จัดการไปตามหน้าที่ตามกฎหมายแล้วโต้แย้งสิทธิของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ และบุคคลที่กฎหมายให้มีอำนาจขอถอดถอนก็ย่อมมีอำนาจร้องขอถอดถอนได้

ปรึกษาข้อกฎหมายสอบถาม 02-948-5700 หรือ 081-616-1425 หรือ 081-625-2161, 081-821-7470

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก