งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
เป็นหนี้บ้านกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย
ได้กู้ร่วมซื้อบ้านกับสามีกู้กับธนาคารไทยพาณิชย์ 1,000,000 บาท ส่งเดือนละ 10,000 ประมาณ 3 ปี พอประมาณปี 2545 ไม่สามารถส่งบ้านต่อได้แล้ว ทางธนาคารฟ้องประมาณปี 2548 และได้นำบ้านขายทอดตลาดในปี 2550 หลังจากขายทอดตลาดแล้วได้พยายามติดต่อกับธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อขอชำระเงินที่ยังคงค้างอยู่ แต่ทางธนาคารไม่ยอดแจ้งยอดหนี้ที่คงค้าง โดยอ้างว่าเรื่องยังอยู่ที่กรมบังคับคดี ได้มีการสอบถามกับทางธนาคารเรื่อย ๆ ประมาณ 3 เดือนสอบถาม 1 ครั้ง ก็ได้รับคำตอบเช่นเดิมคือเรื่องอยู่ที่กรมบังคับคดี ยังไม่ทราบยอดหนี้ที่แท้จริง โดยดิฉันได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ว่าบ้านได้ขายทอดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว และได้แจ้งที่อยู่ใหม่กับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ติดต่อด้วย ถ้ามีเอกสารที่ต้องการส่ง
ปรากฎว่าไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากทางธนาคารเลย จนเมื่อวันที่ 3/6/2553 ถ้าติดต่อไปที่เจ้าหน้าที่คนเดิม ทางเจ้าหน้าที่คนนั้นได้แจ้งว่า เรื่องได้ย้ายไปอยู่กับเจ้าหน้าที่อีกท่านแล้ว ให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ท่านใหม่ ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ท่านใหม่ได้แจ้งว่ายอดเงินต้นที่คงค้าง 480,000 ยอดดอกเบี้ย ประมาณ 800,000 ซึ่งได้ถูกฟ้องล้มละลายเมื่อวันที่ 10/5/2553 ดิฉันสอบถามเขาว่า ทางดิฉันติดต่อไปทางธนาคารตลอด แต่ไม่ได้รับการแจ้งเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ท่านใหม่ได้แนะนำว่า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ทางแก้ปัญหาคือให้แบ่งหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือของสามีและของดิฉันคนละครึ่ง คือ 600,000 และลดยอดให้ดิฉันคงเหลือ 250,000 โดยให้ชำระให้หมดภายในสิ้นปี 2553 และต้องไปขึ้นศาลในเดือน 8/2553
ในส่วนของสามีแนะนำว่า ไม่ต้องชำระและให้ถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายไป โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปขึ้นศาลเขาบอกว่า 3 ปีก็หมดอายุความแล้ว ดิฉันควรทำอย่างไรค่ะ ทำตามที่เขาบอก แล้วในส่วนของสามีจะเป็นอย่างไรบ้างค่ะ ตอนนี้สามีไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้อะไร ตามที่ทางธนาคารแนะนำคือให้ชำระหนี้ในส่วนของดิฉัน ส่วนเดียวทางธนาคารจะถอนฟ้องล้มละลายเฉพาะในส่วนของดิฉัน แต่ในส่วนของสามียังฟ้องล้มละลายต่อจะกระทบถึงดิฉันหรือไม่ค่ะ เนื่องจากจดทะเบียนสมรสกันด้วย (แต่ทางธนาคารอ้างว่าไม่เกี่ยวกันฟ้องล้มละลายเป็นรายบุคคล) ถ้าแบ่งหนี้กันคนละครื่งตามที่ธนาคารแนะนำและดิฉันชำระหนี้ในส่วนของดิฉันแล้วยอดหนี้ของสามีจะคงเหลือ 600,000 บาท หรือยอดเท่าเดิมตามข้อมูลการฟ้องครั้งแรก และถ้าดิฉันชำระในส่วนของดิฉันแล้ว ธนาคารสามารถฟ้องสามีเป็นบุคคลล้มละลายได้หรือไม่ค่ะ
คำแนะนำทนายคลายทุกข์
การที่ทางเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้แจ้งต่อท่านโดยให้ท่านกับสามีรับผิดชำระหนี้คนละ 600,000 บาท และหากท่านได้ชำระหนี้ตามส่วนของท่านให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้แล้ว ดังนั้น ย่อมเป็นกรณีที่ท่านกับสามีได้ถูกธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งเป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท และแม้ว่าท่านได้ชำระในส่วนของท่านก็ตาม ธนาคารก็ยังมีสิทธิฟ้องให้สามีเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยถือตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เป็นหนี้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทนั้น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
มาตรา 9 เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ
(1) ลูกหนี้มีหนี้สินพ้นตัว
(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และ
(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม