คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า|คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

บทความวันที่ 4 ก.พ. 2553, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 41758 ครั้ง


คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า

1.  ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงาน  ซึ่งจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2533  
            สัญญาที่บริษัทโจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างว่าภายในกำหนดเวลา 24 เดือน  นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง  ลูกจ้างจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการพัฒนา  ทำ  ผลิต หรือจำหน่าย (สุดแต่จะพึงปรับได้กรณีของลูกจ้าง)  ซึ่งผลิตภัณฑ์อันเป็นการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทโจทก์ที่ตนได้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในระหว่างที่ทำงานกับบริษัทโจทก์  โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทโจทก์  สัญญาดังกล่าวไม่ได้ห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้กระทำโดยเด็ดขาด  คงห้ามจำเลยเฉพาะสิ่งที่เป็นการแข่งขันกับงานของบริษัทโจทก์  และในส่วนของงานที่จำเลยเคยทำกับบริษัทโจทก์  ทั้งเป็นการห้ามเพียงตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น  ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว  จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในเชิงการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย  หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1275/2543  
           สัญญาแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานมีว่า  ในระหว่างการจ้างงานหรือภายใน 5 ปี  นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงจำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์  หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์และระบุจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจน  มิได้เป็นการห้ามจำเลยประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้อย่างเด็ดขาด  และจำเลยสามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงและนอกขอบเขตพื้นที่ที่ห้ามลักษณะของข้อตกลงที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยความสมัครใจของคู่กรณีเช่นนี้ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดทีเดียว  เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น  จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ  ไม่เป็นการปิดทางการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้  ย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
            จำเลยไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หลังจากโจทก์เลิกจ้างแล้วภายในกำหนดเวลาห้าม  อันเป็นการผิดสัญญาซึ่งจำเลยต้องรับผิด  แต่ความรับผิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง  การกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลยพินิจของศาลแรงงานเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์  ศาลฎีกาไม่มีอำนาจกำหนดให้โจทก์ได้

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549  
           ตามใบสมัครงานตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า  นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 1 ปี  ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ต.  ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยชน์ข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท) โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “ The preceding  sentence dose not apply  to  lawyer  engaged with the firm” คำในวงเล็บคำว่า  Lawyers นั้น  ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะเท่านั้น  โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายทรัพย์สินและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นตำแหน่งหน้าที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1  ได้  ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ  เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่  1 เลิกจ้างแล้ว  โจทก์ไปทำงานกับบริษัท บ. จำกัด  อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานครจึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว
           คดีทั้งสามเรื่องดังกล่าวศาลเพียงแต่วินิจฉัยว่า  สัญญาจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานไม่เป็นโมฆะเท่านั้น  ยังไม่มีประเด็นว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดได้ตามปกติหรือไม่เนื่องจากสัญญาจ้างของทั้งสามคดีทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ ใช้บังคับ
           ขณะนี้มี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 14/1  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน  (ฉบับที่ 2) ฯ  บัญญัติว่า “สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง  ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน  ระเบียบ  หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำงานให้นายจ้างกับลูกจ้างข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน  ระเบียบ  หรือคำสั่งนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร  ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง  ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ  หรือคำสั่งนั้นมีผลบังคับใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี”
           ดังนั้น  ปัจจุบันหากมีปัญหาเรื่องจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานต้องใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ บังคับ
           2.  ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างผิดสัญญาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์และความรับผิดชอบดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง  จึงใช้ดุลยพินิจลดเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ.มาตรา 383  ให้จำเลย  ปัญหาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่หยิบยกเอาข้อสัญญาที่ว่าจำเลยต้องไปทำงานกับโจทก์เป็นเวลา 3 ปี  มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า  ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องชดใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย  ทำให้จำเลยต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควรจึงเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมนั้น  เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง  เห็นว่า  คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น  ไม่มีประเด็นเรื่องระยะเวลาที่จำเป็นต้องทำงานกับโจทก์นานเท่าใดเพราะจำเลยลาออกไปแล้ว  อุทธรณ์ของจำเลยน่าจะแปลความได้อยู่ในตัวว่าจำเลยประสงค์จะให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายใหม่นั้นเอง  เพราะแม้จะพิจารณาโดยเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาว่าจำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ 3 ปี  เป็นตัวตั้งแล้วเห็นว่าเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ 3 ปี  เป็นตัวตั้งแล้วเห็นว่าเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ  จึงกำหนดให้มีผลเพียง 1 ปี  แล้วใช้ระยะเวลา 1 ปี  เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าเสียหายผลสุดท้ายเป็นการใช้ดุลยพินิจกำหนดค่าเสียหายของศาลฎีกานั้นเอง  ดังนั้น  อุทธรณ์ของจำเลยจึงน่าจะเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม  พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

     

สมจิตร์  ทองศรี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ผมทำการเกี่ยวกับสายพานสำเลียงกระเป๋าแต่พอ สิ้นเดือนกันยายนที่ การท่า ได้ให้เปิดประมูณแต่ทางบริษัทผม ประมูณไม่ได้ แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวมีงานอื่นให้ทำ แต่ต้องเดินทางไปทำที่อื่น ผมไม่ต้องการจะเดินทางไปทำทีอื่น แต่ผมติดที่เซ็นซ์สัญาญจ้างไม่ให้ทำกับคู่แข่ง พอผมไม่เซ็นซก็ไม่จ่ายเงินเดือน ผมไปทำการบริษัทคู่แข่งจะโดนโทษอะไรบางคับ

โดยคุณ อภิสิทธิ์ ภูริชนพิทักษ์ 28 ก.ย. 2560, 01:26

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก