มีปัญหาเช็คเด้งปรึกษา “ทนายคลายทุกข์”|มีปัญหาเช็คเด้งปรึกษา “ทนายคลายทุกข์”

มีปัญหาเช็คเด้งปรึกษา “ทนายคลายทุกข์”

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

มีปัญหาเช็คเด้งปรึกษา “ทนายคลายทุกข์”

หลังจากสภาวะการเลิกจ้าง ทำให้ยอดคนตกงานเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องหนี้สินตามมา

บทความวันที่ 20 พ.ย. 2551, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 869 ครั้ง


ธุรกิจผวาบี้จ่ายสดงดรับ “เช็ค”

มีปัญหาเช็คเด้งปรึกษา ทนายคลายทุกข์

 

            หลังจากสภาวะการเลิกจ้าง  ทำให้ยอดคนตกงานเพิ่มมากขึ้น  ทำให้เกิดปัญหาเรื่องหนี้สินตามมา   จากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  นำเสนอเรื่องธุรกิจผวาจ่ายสดงดรับเช็ค  ขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายย่อยกำลังมีปัญหาสภาพคล่องค่อนข้างมากในการทำธุรกรรมทางการเงิน เริ่มไม่ต้องการรับเช็คเพราะขาดความเชื่อมั่นเกรงเจอเช็คเด้ง จึงยึดเงินสดเป็นหลัก หากปล่อยให้เป็นปัญหายืดเยื้อจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น และหากเป็นปัญหานี้อย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลให้เกิดการกู้นอกระบบมากขึ้นไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ 

 

            หากต้องเจอกับปัญหาลูกค้าจ่ายเช็คเด้ง  เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา  คุณควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเช็ค  อายุความเรื่องเช็ค  หรือกฎหมายที่สามารถเอาผิดเจ้าของเช็ค  หากท่านกำลังประสบปัญหากับลูกค้าจ่ายเช็คเด้ง  หาทางออกไม่ได้  ติดต่อขอคำปรึกษาเรื่องเช็คหรือปัญหาหนี้สินได้ที่ ทนายคลายทุกข์ โทร. 02-9485700   ทุกวันจันทร์-ศุกร์  เวลา 9.00-17.00 น.

 

 

ธุรกิจผวาบี้จ่ายสดงดรับ เช็ค

 

 

            นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.วานนี้ (19 พ.ย.) ยังไม่ได้มีการพิจารณาการต่ออายุมาตรการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่จะสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค.2552 เนื่องจากมีวาระการพิจารณาค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถนำเข้าสู่วาระการพิจารณาได้ทัน แต่คาดว่าในการประชุม ครม.ครั้งหน้าที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือเพียง 0.11% จาก 3.3% การลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดจำนองจาก 2% เหลือ 0.01% 

 

ส่วนเรื่องการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดานั้น นายสุชาติกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างเข้มข้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังไม่มั่นใจว่าจะนำเข้าสู่วาระการประชุม ครม.ได้เมื่อใด ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ครั้งแรกในวันที่ 20 พ.ย.นี้คงจะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีกครั้งเพราะเป็นข้อเสนอของภาคเอกชน 

 

ความเชื่อมั่นวูบในรอบ 4 เดือน

 

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือน ต.ค.ที่ได้จัดการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,302 ตัวอย่าง ครอบคลุม 9 กลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 75.5 ปรับตัวลดลงจากเดือน ก.ย.51 ที่อยู่ระดับ 81.1 ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่ ก.ค.2551 เป็นต้นมา โดยพบว่าความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมลดลงทุกกลุ่มตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ เนื่องจากผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกถดถอย และวิกฤติการเมืองในประเทศ

 

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ผู้ตอบแบบสอบถามต่างระบุว่าอาจจะอยู่ที่ระดับ 82.4 ปรับลดลงจากเดือน ก.ย.ที่อยู่ระดับ 90.8 ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้การชะลอตัวการส่งออกในปี 2552 อย่างชัด เจนและข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาการเมืองอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและนักลงทุน ดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนโดยคงระดับที่ 33-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมส่งออก 

 

ธุรกิจผวาเช็คเด้งปลิวว่อน

 

นายสันติกล่าวว่า ขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายย่อยกำลังมีปัญหาสภาพคล่องค่อนข้างมากในการทำธุรกรรมทางการเงิน เริ่มไม่ต้องการรับเช็คเพราะขาดความเชื่อมั่นเกรงเจอเช็คเด้ง จึงยึดเงินสดเป็นหลัก หากปล่อยให้เป็นปัญหายืดเยื้อจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น และหากเป็นปัญหานี้อย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลให้เกิดการกู้นอกระบบมากขึ้นไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ 

 

นายสันติกล่าวว่า ในวันที่ 20 พ.ย. จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีการหารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจ โดยจะมีการติดตามความคืบหน้าใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเหล็กภายใต้กรอบข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) 2. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3. การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ กรอ.จังหวัด

 

กระทุ้งรัฐปรับฐานภาษี  นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ คือการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การติดตามใช้งบประมาณเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาท ที่เอกชนต้องการให้รัฐใช้งบประมาณดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และการเร่งรัดออกกฎหมายค้าปลีกและค้าส่ง ภาคเอกชนได้มีการหารือระดับหนึ่งเกี่ยวกับการลดภาษีรายได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเฉพาะภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาจะปรับลดลงกรณีที่มีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ให้ยกเว้นการเสียภาษี แต่ รายได้ตั้งแต่ 150,000-500,000 บาทต่อปี เสียภาษี 10% และรายได้ตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท จ่ายภาษี 20% รายได้ 1-4 ล้านบาท จ่าย 30% และรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไปจ่ายภาษี 37%”

 

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากการเดินทางไปพบนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาได้มีการสอบถามว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกในรอบนี้หรือไม่เชื่อว่าได้รับผลกระทบบ้างหากไม่ได้รับผลกระทบเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคนค้าที่ค้าขายด้วยทั้งสหรัฐอเมริกา และยุโรปได้รับผลกระทบถ้วนหน้า

 

สำหรับธุรกิจในไทยคงไม่มีการล้มระเนระนาดเหมือนกับวิกฤติต้มย้ำกุ้งปี 40 ที่มีการใช้เงินเกินตัวแต่คงได้รับผลกระทบบ้างตามโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและล่มสลายรุนแรง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการของไทยมีความระมัดระวังมากขึ้น พร้อมกับมีการซึมซับเศรษฐกิจพอเพียง ในปีหน้าเชื่อว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยจากเดิม 4-5% ปรับลดเหลือ 3% และสินเชื่อของธนาคารในปีหน้าปรับลดลงจากเดิม 10-17% เหลือแค่ 6-7% เนื่องจากธนาคารต้องระมัดระวังมากขึ้น”.

ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 

 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก