งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
มีปัญหาเช็คเด้งปรึกษา “ทนายคลายทุกข์”
หลังจากสภาวะการเลิกจ้าง
ทำให้ยอดคนตกงานเพิ่มมากขึ้น
ทำให้เกิดปัญหาเรื่องหนี้สินตามมา จากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นำเสนอเรื่องธุรกิจผวาจ่ายสดงดรับเช็ค ขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายย่อยกำลังมีปัญหาสภาพคล่องค่อนข้างมากในการทำธุรกรรมทางการเงิน
เริ่มไม่ต้องการรับเช็คเพราะขาดความเชื่อมั่นเกรงเจอเช็คเด้ง จึงยึดเงินสดเป็นหลัก
หากปล่อยให้เป็นปัญหายืดเยื้อจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น
และหากเป็นปัญหานี้อย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลให้เกิดการกู้นอกระบบมากขึ้นไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ
หากต้องเจอกับปัญหาลูกค้าจ่ายเช็คเด้ง เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา
คุณควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเช็ค อายุความเรื่องเช็ค
หรือกฎหมายที่สามารถเอาผิดเจ้าของเช็ค
หากท่านกำลังประสบปัญหากับลูกค้าจ่ายเช็คเด้ง หาทางออกไม่ได้
ติดต่อขอคำปรึกษาเรื่องเช็คหรือปัญหาหนี้สินได้ที่ “ทนายคลายทุกข์” โทร. 02-9485700
ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา
9.00-17.00 น.
ธุรกิจผวาบี้จ่ายสดงดรับ “เช็ค”
นายสุชาติ
ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.วานนี้ (19 พ.ย.) ยังไม่ได้มีการพิจารณาการต่ออายุมาตรการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่จะสิ้นสุดลงในเดือน
มี.ค.2552 เนื่องจากมีวาระการพิจารณาค่อนข้างมาก
จึงไม่สามารถนำเข้าสู่วาระการพิจารณาได้ทัน แต่คาดว่าในการประชุม
ครม.ครั้งหน้าที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือเพียง
0.11% จาก 3.3%
การลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดจำนองจาก 2%
เหลือ 0.01%
ส่วนเรื่องการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดานั้น
นายสุชาติกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างเข้มข้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
และยังไม่มั่นใจว่าจะนำเข้าสู่วาระการประชุม ครม.ได้เมื่อใด ทั้งนี้
ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ครั้งแรกในวันที่ 20
พ.ย.นี้คงจะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีกครั้งเพราะเป็นข้อเสนอของภาคเอกชน
ความเชื่อมั่นวูบในรอบ 4 เดือน
นายสันติ
วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือน
ต.ค.ที่ได้จัดการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,302 ตัวอย่าง ครอบคลุม 9 กลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 75.5
ปรับตัวลดลงจากเดือน ก.ย.51 ที่อยู่ระดับ 81.1 ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่ ก.ค.2551 เป็นต้นมา
โดยพบว่าความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมลดลงทุกกลุ่มตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่
เนื่องจากผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกถดถอย และวิกฤติการเมืองในประเทศ
นอกจากนี้
ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า
ผู้ตอบแบบสอบถามต่างระบุว่าอาจจะอยู่ที่ระดับ 82.4
ปรับลดลงจากเดือน ก.ย.ที่อยู่ระดับ 90.8
ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านต่างๆ
ที่จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นในระยะ 3 เดือนข้างหน้า “ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้การชะลอตัวการส่งออกในปี
2552 อย่างชัด
เจนและข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาการเมืองอย่างเร่งด่วน
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและนักลงทุน
ดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนโดยคงระดับที่ 33-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมส่งออก”
ธุรกิจผวาเช็คเด้งปลิวว่อน
นายสันติกล่าวว่า
ขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายย่อยกำลังมีปัญหาสภาพคล่องค่อนข้างมากในการทำธุรกรรมทางการเงิน
เริ่มไม่ต้องการรับเช็คเพราะขาดความเชื่อมั่นเกรงเจอเช็คเด้ง จึงยึดเงินสดเป็นหลัก
หากปล่อยให้เป็นปัญหายืดเยื้อจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น
และหากเป็นปัญหานี้อย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลให้เกิดการกู้นอกระบบมากขึ้นไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ
นายสันติกล่าวว่า
ในวันที่ 20 พ.ย. จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน
(กรอ.) ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
จะมีการหารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจ โดยจะมีการติดตามความคืบหน้าใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเหล็กภายใต้กรอบข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น
(เจเทปา) 2. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3. การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ
กรอ.จังหวัด
กระทุ้งรัฐปรับฐานภาษี นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ
คือการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การติดตามใช้งบประมาณเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาท
ที่เอกชนต้องการให้รัฐใช้งบประมาณดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี
และการเร่งรัดออกกฎหมายค้าปลีกและค้าส่ง “ภาคเอกชนได้มีการหารือระดับหนึ่งเกี่ยวกับการลดภาษีรายได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยเฉพาะภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาจะปรับลดลงกรณีที่มีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ให้ยกเว้นการเสียภาษี แต่ รายได้ตั้งแต่ 150,000-500,000 บาทต่อปี เสียภาษี 10% และรายได้ตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท จ่ายภาษี 20% รายได้ 1-4 ล้านบาท จ่าย 30%
และรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไปจ่ายภาษี 37%”
นายบัณฑูร
ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย จำกัด
(มหาชน)
เปิดเผยว่าจากการเดินทางไปพบนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาได้มีการสอบถามว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกในรอบนี้หรือไม่เชื่อว่าได้รับผลกระทบบ้างหากไม่ได้รับผลกระทบเลยนั้นเป็นไปไม่ได้
เพราะคนค้าที่ค้าขายด้วยทั้งสหรัฐอเมริกา และยุโรปได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
สำหรับธุรกิจในไทยคงไม่มีการล้มระเนระนาดเหมือนกับวิกฤติต้มย้ำกุ้งปี
40
ที่มีการใช้เงินเกินตัวแต่คงได้รับผลกระทบบ้างตามโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและล่มสลายรุนแรง
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการของไทยมีความระมัดระวังมากขึ้น
พร้อมกับมีการซึมซับเศรษฐกิจพอเพียง “ในปีหน้าเชื่อว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยจากเดิม
4-5% ปรับลดเหลือ 3%
และสินเชื่อของธนาคารในปีหน้าปรับลดลงจากเดิม 10-17%
เหลือแค่ 6-7% เนื่องจากธนาคารต้องระมัดระวังมากขึ้น”.
ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ