อัยการเมากร่างจะจบอย่างไร|อัยการเมากร่างจะจบอย่างไร

อัยการเมากร่างจะจบอย่างไร

Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

อัยการเมากร่างจะจบอย่างไร

  • Defalut Image

ช่วงนี้มีข่าวทางโซเชี่ยลมีเดียเกี่ยวกับพฤติกรรมของอัยการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

บทความวันที่ 16 ก.ค. 2560, 10:59

มีผู้อ่านทั้งหมด 632 ครั้ง


                อัยการเมากร่างจะจบอย่างไร


    ช่วงนี้มีข่าวทางโซเชี่ยลมีเดียเกี่ยวกับพฤติกรรมของอัยการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่เมาสุราอาละวาดและบังคับให้ตำรวจชั้นประทวนที่สภ.แสนสุข บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สายตรวจอยู่ ให้พาไปร้านลาบป้าแดง5 ซึ่งเป็นร้านขายลาบชื่อดังของชลบุรี แต่สายตรวจคนดังกล่าวไม่ยอมพาไปเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่อยู่ ทำให้อัยการท่านนั้นโกรธ และโทรหาผู้บังคับการจังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นก็แจ้งให้ผู้กำกับหัวหน้าสถานีทราบ และผู้กำกับก็ได้สั่งให้ตำรวจสายตรวจคนดังกล่าวไปขอโทษอัยการท่านนั้น โดยมีนายทหารเรือไปนำตัวมาแล้วไปพบอัยการ หลังจากนั้นอัยการก็ใช้ถ้อยคำหยาบคายข่มขู่คุกคามตำรวจสายตรวจคนดังกล่าว และอ้างตัวว่าเป็นอัยการถามว่าทำไมไม่ให้เกียรติอัยการ และมีการข่มขู่ว่าจะขัง จนสายตรวจคนดังกล่าวต้องยอมขอโทษ เหตุการณ์ดังกล่าวสายตรวจคนดังกล่าวได้มีการบันทึกเสียงไว้ และส่งไปยังโซเชี่ยลมีเดียเพื่อประจานความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของอัยการคนดังกล่าว จนเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมจนถึงวันนี้จากการขุดคุ้ยของโซเชี่ยลมีเดียพบว่าอัยการคนดังกล่าวเคยเมาสุราและข่มขู่ตำรวจมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม และเคยถูกลงโทษทางวินัยมาแล้ว และครั้งนี้มาก่อนเหตุซ้ำอีกโดยพฤติกรรมกร่างเหมือนเดิม สำนักงานอัยการสูงสุดหลังจากทราบเรื่องจากโซเชี่ยลมีเดีย ก็ดำเนินการทันทีและแถลงข่าวว่าเสียงดังกล่าวเป็นเสียงของอัยการจริง พร้อมที่จะดำเนินคดีทางวินัยโดยพลัน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของอัยการสูงสุดถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องชมเชย แตกต่างจากตำรวจซึ่งยังไม่มีการดำเนินการใดๆที่รวดเร็วเหมือนสำนักงานอัยการสูงสุดทั้งที่ตำรวจในสังกัดถูกย่ำยีศักดิ์ศรีถึงขนาดนี้ และยังอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และสายตรวจคนดังกล่าวไม่ติดใจเอาความหรือแจ้งความทั้งที่เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มีการข่มขืนใจให้กระทำการจนจำยอมต้องกระทำการ อันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และมีการกักตัวไว้รั้งตัวไว้ ควบคุมตัวมาพบอัยการคนดังกล่าว ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 มีพยานหลักฐานตามสมควรแล้วว่ามีความผิดอาญาเกิดขึ้น และรู้ตัวผู้เสียหายแล้ว รวมทั้งรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แต่กลับไม่มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หรือบุคคลที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เช่น ผู้กำกับหัวหน้าสถานี อัยการคนดังกล่าว ทหารเรือ แต่อย่างใด ทนายคลายทุกข์เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ คสช. บุคคลเสมอกันทางกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลจะกระทำมิได้ และมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ แต่ทำไมทหารเรือไปคุมตัวตำรวจให้มาขอโทษอัยการได้ อันเป็นการขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งและเป็นการใช้อำนาจบาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญใช้ได้ไม่จริง บุคคลไม่ได้เสมอกันในการถูกบังคับใช้กฎหมายแต่อย่างใด เพราะถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือเป็นอัยการชั้นผู้ใหญ่ หรือเป็นนายทหาร การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เท่าเทียมกันใช่ไหมครับ ทนายคลายทุกข์ขอฝากไปยังผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ช่วยทำให้รัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิด้วยครับ ประชาชนรอดูอยู่ว่าสิ่งที่ท่านพูดกับสิ่งที่ท่านปฏิบัติเหมือนกันไหมครับ อย่าให้ประชาชนคิดกันเองหรือแก้ปัญหากันเอาเองโดยใช้ศาลเตี้ยในกรณีทะเลาะกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนะครับ การที่จะเป็นอัยการไม่ใช่เรื่องง่าย อัยการมีการสอบเข้าเป็นผู้ช่วยอัยการโดยผู้ที่จะผ่านการสอบได้ต้องมีความรู้กฎหมายเป็นอย่างดีและต้องจบเนติบัณฑิต มีเงินเดือนใกล้เคียงกับผู้พิพากษา น่าจะมีมาตรฐานจริยธรรมใกล้เคียงกันนะครับ เท่าที่ทนายคลายทุกข์ทราบถ้าเป็นผู้พิพากษาเมากร่างแบบนี้ น่าจะถูกไล่ออกไปนานแล้วนะครับ เพราะมีมลทินมัวหมองก็ถูกไล่ออกแล้วครับ อัยการเป็นทนายของแผ่นดินมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายโดยการออกคำสั่งฟ้องและไม่ฟ้องคดีอาญา หากมีพฤติการณ์ข่มขู่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมว่ามันล้ำเส้นจริยธรรมแล้วนะครับ ไม่ควรที่จะให้อยู่เป็นทนายของแผ่นดินต่อไป นอกจากนี้ในวงการกฎหมายเมื่อนักกฎหมายสอบผู้ช่วยอัยการได้ ก็จะเรียกว่าท่าน ผมว่าน่าจะเลิกเรียกคำว่าท่านได้แล้วนะครับ เพราะข้าราชการอัยการคือข้ารับใช้ของประชาชน ถ้าจะต้องเรียกว่าท่านก็แสดงว่าการเข้าพบอัยการประชาชนก็คงจะต้องยกมือไหว้อัยการแสดงถึงระบบศักดินาในสังคมไทยยังคงมีอยู่ ทนายคลายทุกข์คิดว่าเรียกแค่อัยการก็น่าจะพอแล้วนะครับ เพราะท่านคือผู้รับใช้ประชาชน ถอดหัวโขนออกบ้างก็ดีนะครับ จะได้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง กล่าวโดยสรุป สำนักงานอัยการสูงสุดโดยภาพรวมพนักงานอัยการส่วนใหญ่เป็นคนดีทั้งนั้น มิฉะนั้นบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ครับ มีเพียงส่วนน้อยที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมตามที่เป็นข่าว หวังว่าสำนักงายอัยการสูงสุดน่าจะจัดการขั้นเด็ดขาดและโดยพลันตามที่แถลงข่าวนะครับ รอดูอยู่ครับ 
ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา

    มาตรา 309  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    ถ้าความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือได้กระทำเพื่อให้ผู้ถูกข่มขืนใจทำ ถอน ทำให้เสียหาย หรือทำลายเอกสารสิทธิอย่างใด ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
    มาตรา 310  ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย หรือรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 290 มาตรา 297 หรือมาตรา 298 นั้น

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก