งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
การตีความหรือการแก้ไขคำพิพากษา
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการต่อสู้คดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา โดยประเทศกัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอตีความคำพิพากษาให้ชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับเขาพระวิหาร รวมทั้งมีการยื่นเอกสารใหม่ประกอบการตีความสืบพยานในชั้นศาล เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนสอบถามผมในฐานะเป็นทนายความมานานถึง 28 ปีว่า ในประเทศไทยคดีที่ศาลพิพากษาแล้ว โดยเฉพาะคดีทางอาญาจะแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งได้หรือไม่ และถ้ามีข้อสงสัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลอธิบายให้แจ่มแจ้งจะกระทำได้หรือไม่ ผมเองเป็นแค่ทนายความคงไม่อาจเอื้อมไปตอบคำถามดังกล่าวได้ เป็นเรื่องของผู้พิพากษาที่จะให้คำตอบเหล่านี้ แต่เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้อ่านจึงได้ไปศึกษาหารายละเอียดจากปรมาจารย์ทางกฎหมาย ที่เป็นผู้เขียนหนังสือและสอนเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3 และภาค 4 ที่เนติบัณฑิตยสภา คือท่านอาจารย์ธานิศ เกศวพิทักษ์ ซึ่งท่านได้อธิบายหลักการดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบเป็นรายประเด็นดังนี้
หลักเกณฑ์การแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่ง
มาตรา 190 บัญญัติว่า ห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว
นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
1. ศาลจะสั่งแก้ไขคำพิพากษาเป็นให้นับโทษต่อไม่ได้ คำพิพากษามิได้ระบุให้
นับโทษต่อ ศาลจะมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาเป็นให้นับโทษต่อไม่ได้ เพราะมิใช่เป็นเรื่องแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด (คำพิพากษาฎีกาที่ 177/2484 เมื่อศาลพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยตั้งแต่วันต้องคุมขังไปแล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้แก้เป็นให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้นเป็นการแก้ไขคำพิพากษา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 190)
2. คำพิพากษาที่ผิดพลาดเป็นคุณแก่จำเลยจะแก้ไขให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย
ไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 8102/2543,1983/2544,6397/2540,571/2542)
3. คำพิพากษาผิดพลาดในชื่อของจำเลยย่อมแก้ไขให้ถูกต้องได้ (คำสั่งศาล
ฎีกาที่ 286/2541)
4. การเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ให้การปฏิเสธ
เพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่นั้น แม้เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ ศาลกลับมีคำสั่งใหม่ให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขคำสั่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ 670/2514 ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยนี้ซึ่งให้การปฏิเสธโดยให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ เช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าคดีของจำเลยยังค้างพิจารณาอยู่ ต่อมาเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ ปรากฎว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพราะจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งเปิดดำเนินการในจังหวัดนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นจึงสั่งจำหน่ายคดีให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยต่อศาลที่มีเขตอำนาจคำสั่งเช่นนี้ หาเป็นการแก้ไขคำสั่งเดิมไม่ เพราะคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งให้โจทก์แยกฟ้องใหม่เท่านั้น ส่วนการที่โจทก์จะฟ้องยังศาลใดก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น)
5. หมายจำคุกผิดพลาดไม่ถูกต้อง ตาม ป.อ.มาตรา 90 (1)(2)(3)แก้ไขให้
ถูกต้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1365/2536,3387/2534)
6. หากข้อความที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมนั้นมิได้มีผลเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัย
ในคำพิพากษาเดิม ย่อมแก้ไขได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1615/2536 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เห็นได้ว่า ประสงค์จะรอการลงโทษให้จำเลย แต่ไม่ปรากฏในคำบังคับของศาลอุทธรณ์ว่าให้รอการลงโทษจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพราะความผิดหลง หรือเขียนคำบังคับผิดพลาดไป ซึ่งศาลอุทธรณ์ชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะ ป.วิ.อ.มาตรา 190 มิได้มีข้อห้ามไว้ว่า ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดข้อไหนแก้ได้หรือไม่ประการใด จึงน่าจะทำได้ทำนองเดียวหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หากแต่แก้คำบังคับที่ผิดพลาดให้ถูกต้องจึงย่อมทำได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 190)
7. การแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดย่อมแก้ไขได้เสมอ แม้จะล่วงเลย
กำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามมาตรา 198 แล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ 4718/2533)
8. ศาลสูงมีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดได้เอง
(คำพิพากษาฎีกาที่ 2525/2534)
9. กรณีกฎหมายบัญญัติเป็นพิเศษให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำ
พิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 212/2511)
หลักเกณฑ์การอธิบายข้อสงสัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล
มาตรา 191 บัญญัติว่า เมื่อเกิดสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องต่อศาลซึ่งพิพากษาหรือสั่ง ให้ศาลนั้นอธิบายให้แจ่มแจ้ง
1. ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาหรือคำสั่ง นอกจากคู่ความแล้ว
บุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องก็มีสิทธิร้องขอ
2. ศาลที่จะร้องขอให้อธิบายคำพิพากษาหรือคำสั่ง หมายถึง ศาลซึ่งพิพากษา
หรือสั่ง
3. ข้อสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษา (คำพิพากษาฎีกาที่ 1275/2501)
4. การอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งอธิบายคำพิพากษาหรือคำสั่ง (คำพิพากษาฎีกาที่
855/2530 (ประชุมใหญ่))