เทคนิคการดำเนินคดีทางการแพทย์|เทคนิคการดำเนินคดีทางการแพทย์

เทคนิคการดำเนินคดีทางการแพทย์

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

เทคนิคการดำเนินคดีทางการแพทย์

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนับล้านบาท

บทความวันที่ 11 เม.ย. 2556, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 32656 ครั้ง


  เทคนิคการดำเนินคดีทางการแพทย์
 


                เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนับ ล้านบาท เนื่องจากปฏิเสธในการรับตัวคนไข้ไว้รักษา โดยอ้างว่าไม่มีผู้ที่จะรับผิดชอบค่ารักษา เป็นเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายในภายหลัง ระหว่างส่งตัวไปยังโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งคดีดังกล่าวสะท้อนจริยธรรมของโรงพยาบาล แพทย์ และพยาบาล ว่าจะต้องมีการสังคยานากันเกี่ยวกับจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้มาก ยิ่งขึ้น  และให้ลดการเห็นแก่เงิน ให้น้อยลง ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องออกกฎหมายหรือมีมาตรการที่จะป้องกันเกี่ยวกับกรณีดัง กล่าวมิให้เกิดขึ้นอีกในสังคม ปัจจุบันมีคดีทางการแพทย์จำนวนมากขึ้นสู่ศาล และมีการร้องเรียนแพทยสภามากมาย เท่าที่เป็นคดีขึ้นสู่ศาล ทนายคลายทุกข์ขอนำเสนอคดีเกี่ยวกับทางการแพทย์ เป็นรายประเด็นดังต่อไปนี้
หน้าที่ของแพทย์ก่อนทำการรักษาต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ก่อนจึงจะทำการรักษาได้
          1. แจ้งให้คนไข้ทราบถึงขั้นตอนการรักษา
          2. แจ้งให้ทราบถึงระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา
          3. แจ้งให้ทราบถึงกรรมวิธีในการรักษา
          4. แจ้งให้ทราบถึงผลกระทบหรืออาการแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นในการรักษา
          5. แจ้งให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา
สิ่งที่แพทย์ไม่ควรจะทำในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
          1. รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถรักษาได้แต่ยังรักษาโดยเห็นแก่เงินเป็นหลัก
          2. ใช้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ในการจ่ายยาหรือเข้าร่วมในการรักษา
ไม่ยอมรับคนเจ็บไว้รักษาหรือไม่ยอมออกใบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอื่น
           1.บิดามารดาอุ้มศพน้องโฟร์โมสต์ลูกชายวัย 1 ขวบ   8 เดือน ประท้วงหน้าคลินิกเปรมประชาการแพทย์ ย่านดอนเมือง เหตุไม่ยอมออกใบส่งตัวให้ไปรักษาที่โรงพยาบาล จนเป็นเหตุให้ลูกชายเสียชีวิตด้วยโรคปอด
          2.ศาล ฎีกาสั่งให้โรงพยาบาลดังจ่าย 1.6 ล้านบาท ให้บิดามารดาของผู้ตายที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโรงพยาบาล กรณีผู้ประสบอุบัติเหตุซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเพื่อนไปชนกำแพง ผู้ขับขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ  มูล นิธิป่อเต็กตึ้งนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล พยาบาลเวรไม่ยอมรับคนเจ็บเข้ารับการรักษาแต่แจ้งให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิพาคน เจ็บไปส่งโรงพยาบาลชองรัฐ จนเป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างทาง
แพทย์ไม่เอาใจใส่ในการรักษา
           1.นายบัญชา ดาวกระจาย เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับภรรยาที่เสียชีวิตเพราะการขูดมดลูก  หลัง จากภรรยาเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน แต่จากการอัลตร้าซาวด์ กลับไม่มีตัวเด็ก แพทย์สูตินารีเจ้าของไข้ จึงนัดให้มาขูดมดลูกในสัปดาห์ถัดมา แต่ปรากฏว่าแพทย์ที่ขูดมดลูกให้เป็นแพทย์ฝึกหัด ทำให้ตกเลือดมาก เนื่องจากมดลูกทะลุ แพทย์เจ้าของไข้ จึงตัดสินใจตัดมดลูก ขณะที่ความดันไม่ปกติ และเสียเลือดมาก ในที่สุดเธอก็เสียชีวิต  เมื่อ ล่าสุดศาลฎีกาได้ตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าสาเหตุการเสียชีวิตของ ภรรยาเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของแพทย์โรงพยาบาลสังกัดกรมอนามัย และมีคำสั่งให้จ่ายเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น
           2. ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแพทย์โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ฉีดยาผ่าตัดไส้ติ่งแล้วผู้ป่วยเสียชีวิต หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อปี 2550
          3. ภรรยา ผู้ตายฟ้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมแพทย์ระยอง กรณีสามีเข้ารับการผ่าตัดอาการไส้เลื่อนแล้วเสียชีวิต ชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตว่าระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
ความผิดพลาดในการทำศัลยกรรม
           1.เหยื่อศัลยกรรมสาวลำปาง จ่อแจ้งความเอาผิดหมอมือผ่าตัด เพื่อที่จะให้หมอแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้  โดย ทำศัลยกรรมรวม 7 รายการ ตามคำแนะนำของหมอ ที่บอกว่าสามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน คือ ทำตาสองชั้น เสริมจมูกตัดปาก ดึงหน้า เสริมหน้าอก ดูดและตัดไขมันหน้าท้อง และทำรีแพร์ ค่าใช้จ่ายเกินหนึ่งแสนบาท
           2.นางสาวเฮเลน่า เกรสซ์ ผู้ร้อง ยื่นฟ้องโรงพยาบาลยันฮี นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์ แพทย์เจ้าของไข้ และนางธัญญลักษณ์ หรือป้าวุ้นเส้น เลิศปิยะ เป็นผู้ถูกร้องที่ 1-3 ตามลำดับ เรื่องละเมิด ผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจำนวน 8,432,400 บาท กรณีเข้าทำศัลยกรรมจมูกและคาง กับโรงพยาบาลยันฮี แต่ผลปรากฏว่าจมูกเสียรูป
 
ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีทางการแพทย์
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล  พ.ศ. 2541

มาตรา 36  ผู้ รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือ เยียวยาแก่ผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาล นั้น ๆ
          เมื่อ ให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อหรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาล ที่สถานพยาบาลอื่น ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการต้องจัดการให้มีการจัดส่งต่อไปยังสถานพยาบาล อื่นตามความเหมาะสม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420  ผู้ ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน(เสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงาม)
มาตรา 446  ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่น อันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธิ นั้นแล้ว
          อนึ่ง หญิงที่ต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้
ตัวอย่างของค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินที่เรียกได้ในคดีทางการแพทย์
           1. ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 6092/2552)
           2. ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็น (คำพิพากษาฎีกาที่ 6092/2552)
           3. ค่าสูญเสียความสวยงาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 6092/2552)
           4. ต้องทุพพลภาพ พิการ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7673/2550)
           5. ความเจ็บปวด ทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาล (คำพิพากษาฎีกาที่ 5751/2544)
           6. เสียบุคลิกภาพ ใบหน้าเสียโแม (คำพิพากษาฎีกาที่ 2580/2544)
           7. มีแผล ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (คำพิพากษาฎีกาที่ 559/2535)
           8. ทุกข์ทรมานจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6110/2539)
          9. กระทบกระเทือนจิตใจจากใบหน้าเสียโฉม (คำพิพากษาฎีกาที่  7119/2541)
          10. ความทรมานนอนไม่หลับ ประมาณ 2 เดือน ทำให้เสียหายแก่อนามัย รวมทั้งสิทธิส่วนตัวจะมีความเป็นอยู่อย่างสงบสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3407/2535)
          11.ต้องผ่าตัดรักษาตัวหลายครั้งอยู่โรงพยาบาลนานถึง 129 วัน และต้องรักษาตัวที่บ้านอีกหลายเดือน ได้รับความทุกข์ทรมานเพราะบาดแผลที่ได้รับเป็นเวลานาน ขาดเรียน และเรียนซ้ำ เป็นความทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3357/2538)
         12. เสียความสามารถในการมองเห็นทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ละเอียดและกว้างเท่าคนปกติ (คำพิพากษาฎีกาที่ 533/2552)
อายุความคดีละเมิด มีกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด
มาตรา 448  สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด
           แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ
ภาระการพิสูจน์
มาตรา 84/1  คู่ ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะ ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรักษาอยู่ในความรู้เห็นของแพทย์ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่แพทย์ คนไข้ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
มาตรา 29  ประเด็น ข้อพิพาทข้อใดจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่าย ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบ ธุรกิจนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2542
           จำเลย ที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์และเป็นผู้ ชำนาญพิเศษ ในแขนงสาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่งจากประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 2 กระทำการผ่าตัดหน้าอกโจทก์ ที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงตามสภาพปกติที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หลังผ่าตัดแล้วจำเลยที่ 2 นัดให้โจทก์ไปผ่าตัดแก้ไขที่คลีนิกจำเลยที่ 2 อีก 3 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น โจทก์จึงให้แพทย์อื่น ทำการรักษาต่อโดยเดิมจำเลยที่ 2 ทำการผ่าตัดหน้าอกในวันที่ 12 เมษายน 2537 รักษาตัว ที่โรงพยาบาล 1 วัน วันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 เปิดแผลพบมีน้ำเหลืองไหลบริเวณปากแผลทรวงอกไม่มีร่องอก มีก้อนเนื้ออยู่บริเวณ รักแร้ด้านขวา เต้านมด้านซ้ายมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา และส่วนที่เป็นหัวนมจะมีบาดแผลที่คล้ายเกิดจากการถูกไฟไหม้ จำเลยที่ 2 รับว่าเกิดจากการผิดพลาดในการผ่าตัดแล้วแจ้งว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ จำเลยที่ 2นัดให้โจทก์ไปทำแผลดูดน้ำเหลืองออกจากบริเวณทรวงอก และได้มีการผ่าตัดแก้ไขทรวงอกอีก 3 ครั้งแต่โจทก์เห็นว่าทรวงอกไม่มีสภาพดีขึ้น ประกอบกับระยะเวลาล่วงเลยมานานจึงเปลี่ยนแพทย์ใหม่ และแพทย์ที่ทำการรักษาต่อจากจำเลยที่ 2 ได้ทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขทรวงอก 3 ครั้ง จนมีสภาพทรวงอกดีขึ้นกว่าเดิม การที่แพทย์ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขอีก 3 ครั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ผ่าตัดมามีข้อบกพร่องต้องแก้ไขยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้านเลเซอร์ผ่าตัด แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ การที่จำเลยที่ 2 ผ่าตัดโจทก์เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดโจทก์เพื่อแก้ไขถึง 3 ครั้ง ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังในการผ่าตัดและไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงขั้นตอนการ รักษาระยะเวลาและกรรมวิธีในการดำเนินการรักษาจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความ เสียหาย นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์
          โจทก์ ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ที่คลินิกของจำเลยที่ 2 เมื่อตกลงจะผ่าตัดจำเลยที่ 2 จึงตกลงให้โจทก์เข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 หรือเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำการผ่าตัดให้โจทก์ จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยภายหลังจากที่โจทก์ทำการผ่าตัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์มีอาการเครียดเนื่องจากมีอาการเจ็บปวดต่อมาภายหลังพบว่าการทำศัลยกรรม ไม่ได้ผลทำให้โจทก์เครียดมากกังวลและนอนไม่หลับรุนแรงกว่าก่อนผ่าตัด โจทก์จึงให้แพทย์อื่นทำการรักษา ดังนี้ แม้โจทก์จะมีการเครียดอยู่ก่อนผ่าตัด แต่เมื่อหลังผ่าตัดอาการมากขึ้นกว่าเดิมความเครียดของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรง มาจากการผ่าตัด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องรักษาจริง ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากแพทย์โรงพยาบาลอื่นได้รักษาโจทก์ อยู่ในสภาพปกติแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิ ใช่ตัวเงินนั้นอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2552 (แพทย์วินิจฉัยโรคและสั่งจ่ายยาทางโทรศัพท์)
          การตรวจร่างกายของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคว่า ผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะนำไปสู่การรักษาได้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิด ความผิดพลาดขึ้นได้ เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิตของผู้ป่วยในขั้นตอน การรักษาที่ต่อเนื่องกัน การที่จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคาม ด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์ จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้ แก่โจทก์เพื่อทำการรักษา ก็มิใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร และไม่มีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลได้ฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการหลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงโดยโจทก์ไม่มีอาการเช่นว่า นั้นมาก่อน จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
           ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษาแม้จะเป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์เพื่อการรักษาได้ แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้
          ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ถือได้ว่าเป็น ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกได้ตามป.พ.พ. มาตรา 446
           ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับคดีทางการแพทย์และไม่มีที่พึ่ง สอบถามมาที่ทนายคลายทุกข์ โทร.02-9485700  ได้นะครับ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11

ผมถูกแพทย์หลอกลวงผ่าตัดข้อเข่าทั้ง2ข้าง ทั้งที่ไม่ได้บาดเจ็บ  อาการบาดเจ็บคือกล้ามเนื้อต้นขาจากอุบัติเหตุ  ซึ่งหายเองตามธรรมชาติ ใช้วิธีอนุรักษ์ แพทย์หลอกว่าเข่าซ้ายเส้นเอ็นหย่อนจะผ่าตัดใช้ไฟฟ้าจี้ให้เส้นเอ็นหดตัว  เขาขวาซึ่งไม่เคยบาดเจ็บก็อ้างว่า เอ็มอาร์ไอระบุหมอนรองข้อฉีกขาดจะผ่าตัดเย็บซ่อมให้ เพื่ออำพรางว่ารักษา แพทย์ได้ตัดหมอนรองข้อเข่าบางส่วนออกทั้ง2ข้าง  ทำให้ข้าทั้งสองข้างเสียหายกลายเป็นเข่าเสื่อม ต้องทรมานตลอดชีวิต เมื่อฟ้องศาลผมพิสูจน์ได้ว่าแพทย์ รพ.กรุงเทพภูเก็ตปลอมเวชระเบียน/รพ.พญาไท2และรพ.เลิดสินปลอมเวชระเบียน รวมถึงผลวิเคราะห์เอ็ม อาร์ ไอ และสร้างเรื่องใหม่ว่า คนไข้หมอนรองข้อฉีกขาดแหลกค่อนข้างละเอียด จึงตัดหมอนรองข้อออก และอ้างเข่าซ้ายตัดพังผืด ทนายผมทุกคนช่วยเหลือจำเลย ทำลายพยานหลักฐาน สุดท้ายมีการเปลี่ยนศาลมาทุจริตในคดี ยกฟ้องในที่สุดและไม่มีคดีใดได้อุทธรณ์  ผมมีพยานหลักฐานความผิดแพทย์ โรงพยาบาล แพทยสภา ราชวิทยาลัยแพทย์ฯ และศาล ที่ทุจริต แต่ไม่มีนักกฎหมายให้ความช่วยเหลือ ร้องเรียนทุกหน่วยงาน ไม่ได้รับความช่วยเหลือ หวังให้คดีนี้เป็นต้ัวอย่าง ....อันตรายวงการแพทย์  มีใครสามารถช่วยเหลือได้จักขอบพระคุณ ห่วงอายุความ วันเวลาเร็วมาก...ขอบคุณ


โดยคุณ ไพฑูรย์ ศรีเจริญชัยกุล 31 ส.ค. 2560, 03:12

ความคิดเห็นที่ 10

 คับผมคิวคับ..แฟนของผมอยู่ๆก้อปวดหัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อปวดมากอาเจียนมา2วันแต่เข้าใจพูดรู้เรื่อง..จนนำส่งรพ.กรมชลประทาน จากนั้นเข้าห้องฉุกเฉิน นอนอยู่แบบนั้น3-4ชั่วโมง แฟนมีอาการกัดฟัน แต่ถามนี่ใครชื่ออะไรเริ่มสับสน..หมอชี้คนนี้ใคร(ตัวผมชื่อคิว)แฟนก้อบอกคนนี้คิว..ละหมอก้อชี้ไปหาพยาบาลอีก2คนแฟนก้อบอกคิวทั้ง2คน..รอสักพักก้อนำเลือดไปตรวจ..นำเข้าห้องctสแกน..เนื่องจากแฟนผมไม่ยอมอยู่เฉยๆหมอเรยฉีดยาสลบ..สั้นหมอพูด จากนั้นแฟนก้ออยู่ในอาการมึนงง..จากนั้น ..ผมเห็นว่าไม่มีทีท่าที่เค้าจะสนใจเรย..ผมจึงบอกพยาบาลให้ส่งตัวไปรพ..มงกฺุฏวัฒนะ เข้ารพ.กรมชล ตั้งแต่13.00-17.50.รพ.กรมชลแค่สแกนสมอง..อาจเป็นเส้นเลือด..จากนั้นผมเดิสไปรับcdที่ห้องเอ็กสเรย์..แล้ว..รถ..รพ.กรมชลประทานส่ง..รพ..มงกุฏวัฒนะ..ถึง..รพ..มงกุฏวัฒนะ19.00จากนั้น..เข้าห้องฉุกเฉินแล้วก้อย้ายไปห้องicu..ตอนเข้าห้อง icuแฟนผมเริ่มตื่นผมถามว่าไหวมั้ยเค้าบอกไหว..แล้วหาว..จากนั้นเวลาประมาน21.00หมอเรียกให้ผมไปเซ็น..ใบยินยอม..เข้าห้องสนามแม่เหล็กไรสักอย่าง..เค้าบอกเสียงดังนิดนึงแต่มีที่ปิดหูคนไข้..ไม่เป็นไรหลอกเพื่อหาสาเหตุ..จากนั้นเวลา..22.00เข้าห้องวัดสนามแม่เหล็กไรนั้นจนถึงเวลา..04.00กลับมาห้องicu..นอนไม่รู้สึกตัวมา2วัน..หมอให้ใส่เครื่องช่วยหายใจวันที่3พร้อมเจาะดูน้ำกระดูกหลังไปตรวจ..วันที่4ก้อ..เจาะเลือด..พร้อมให้เลือด..ยังไม่รู้สึกตัว..อ่าหลังออกจากห้องสนามแม่เหล็กคืนนึงหมอ..ฉีดยาละลายลิ่มผมลืมบอก..วันที่5ยังไม่รู้สึกตัว..มีไข้ตลอด..วันที่6-7-8..แปดวันวันนี้แฟนผมยังไม่ฟื้นเลย..มีลืมตาบ้าง..วันนี้8วันแล้วหมอหยุดให้น้ำเกลือ.. หยุดยาละลายลิ่ม..ตรวจมาหลายวันก่อนหน้านี้..เดี๋ยวบอกว่าอาจเป็นไข้สมอง..สมองควบคุมอุณภูมิไม่ได้..ตรวจหลายอย่างที่สุดวันนี้หมอบอกว่าคนไข้ไม่มีเชื้อ..ข้างในดีทุกอย่าง..แต่ตรวจเม็ดเลือดขาว..ก่อนวันนี้วันที่30/1/60..แฟนก้อยังไม่ฟื้น..ยังไม่รู้สึกตัวเลย..ตั้งแต่21/1/60 -30/1/60..แฟนมีไข้ตลอดสะอึกบาง..เวลาให้อาหารแต่หมอก้อฉีดยาลดสสะอึก..9วันนี้วันนี้..แฟนยังไม่ฟื้น..ยังไม่มีการตอบสนองเลย..ยังใช้เครื่องหายใจอยู..ความดันปกติ..ทุกอย่างปกติ..แต่ทำไม่ไม่ตื่น..ผมเคลียดไปหมดแล้วคับ

โดยคุณ คิวเล็ก 30 ม.ค. 2560, 15:43

ความคิดเห็นที่ 9

โรงพยาบาลรัฐประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ส่งตัวผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วบหายใจอยู่ อายุเยอะ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลระดับชุมชน โดยไม่ได้แจ้งให้ทางญาติทราบก่อน

อยากทราบว่าทางโรงพยาบาลสามารถทำแบบนี้หรือค่ะ ช่วยตอบกลับด้วยนะค่ะ

โดยคุณ ray 4 ต.ค. 2559, 18:51

ความคิดเห็นที่ 8

 กรณีพี่สาวชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งแต่ทางโรงพยาบาลไม่ออกใบเสียชีวิตให้ต้องทำยังไงคะช่วยบอกทีคะ ขอความกรุณาแนะนำด้วยคะ

โดยคุณ จันสุดา 13 ก.ค. 2559, 15:41

ความคิดเห็นที่ 7

 ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้รับความทุกข์ใจในตอนนี้เนื่องจากเมื่อเดือนตุลาคม2558ดิฉันมีภาวะเลือดออกใระหว่างการตั้งครรภ์ดิฉันได้เข้าการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนย่านบางใหญ่ หมอบอกดิฉันแท้งลูกแล้วเหลือแต่ถุงน้ำคร่ำเปล่าถ้าจะขูดมดลูกต้องใช้เงินอีกประมาณเกือบสองหม่่นดิฉันจ่ายค่าตรวจอัตราซาวด์เองกับค่ารักษา โดยไม่ได้ใช้ประกันสังคม พอบอกกับทางโรงพยาบาลว่าไม่สีเงินมากพอหมอบอกให้กลับบ้านรอถุงน้ำคร่ำหลุดเองดิฉันก็รอแต่ไม่หลุดก่อนกลับบ้านก็ยังถามหมอว่าสรุปว่าแท้งแน่แล้วเสื่อต้นเดือนที่ผ่านมาดิฉันไม่สบายไปตรวจท่เดิมกลับมีเด็กในห้องเกือบห้าเดือน พอด้ฉันถามความรับผิดชอบกลับโดนพยาบาลต่อว่าต่างๆนะ หมอบอกเด็กอาจหลบมุม ดิฉันเครียดมากตอนนี้ อยากได้ความเป็นธรรมจากการตรวจผิดพลาดของหมอ พอจะมีใครแนะนำได้บ้างไหมคะ ขอความกรุณาทีคะ

โดยคุณ น้ำคะ 6 มี.ค. 2559, 19:56

ความคิดเห็นที่ 6

แม่เกิดอาการ ตามัว หมดแรง เดินไม่ได้ ลิ้น คับปาก พูดไม่ได้ เมื่อประมาณ ตี1 จากนั้นส่งตัวไป รพ.จังหวัด ประมาณ ตี 3.30  ถึง รพ. หมอวินิฉัย และให้ยา สลาย ลิ่มเลือด  จน เวลา ประมาณ 06 น. คนไข้มีอาการ ตกใจ เศร้า อารมณ์แปรปรวน รับสภาพตัวเองไม่ได้ สภาพจิตแย่มาก  จนแพทย์และ ญาติช่วยกันพูด ทำความเข้าใจ ให้กำลังใจ คนไข้ อาการดีขึ้นมาก พูดได้ สภาพอารมณ์คงที่ ยิ้มได้ และมีกำลังใจ พยายามขยับตัว ช่วยเหลือตัวเอง จน นิ้วเท้าข้างขวาสามารถขยับได้ หมอ ที่รพ.นี้ดีมาก ดูแล ให้กำลังใจดี  พักดูอาการ 3 วัน ขอ ส่งตัวกลับ รพ. ใกล้บ้าน  เพื่อดูแล ทำกายภาพ บำบัด พักได้ 1 คืน  มีหมอเข้ามาดูอาการ  หมอคนนี้พูดว่า "ต้องนอนอย่างนี้ตลอดชีวิต เป็นอัมพาตขยับไม่ได้ไปตลอด" หลังจากนั้น คนไข้มี ภาวะเครียด ซึมเศร้า ร้องไห้ตลอด ไม่มีกำลังใจรักษาตัว   กรณีแบบนี้ ทางญาติ สามารถทำอย่างไรได้บ้างคะ  เพราะทางญาติมองว่า หมอจะพูดให้คนไข้หมดกำลังใจทำไม สามารถพูดกับญาติได้ ไม่จำเป็นต้องบอกคนไข้แบบนั้น

โดยคุณ A 14 พ.ย. 2558, 17:36

ความคิดเห็นที่ 5

 กรณีคุณหมอสั่งจ่ายยาเบามากจนคนไข้รู้สึกไม่สบายใจ

อาการผมคือหวัดลงคอครับ เริ่มไอแค่คืนเดียวรู้เลยว่าเจ็บไปหมด

คุณหมอไม่มีการจ่ายยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อให้ ผมรู้สึกว่ามันไม่สบายใจ

กรณีนี้ผมควรทำยังไงดีครับ

เพราะแจ้งคุณหมอขอเปลี่ยนยาที่ชัวร์หน่อยก็ได้ก็ไม่ได้ครับ

พอไปอีกโรงพยาบาลนึงปรากฏว่าหมอจ่ายยาฆ่าเชื้อนะครับกรณีอย่างนี้คนไข้ควรทำอบ่างไรครับ

โดยคุณ อั๋น 19 มิ.ย. 2557, 20:53

ความคิดเห็นที่ 4

 สวัสดีค่ะ เนื่องจากดิฉันได้ส่งรูปร่วมชิงรางวัลกับทางนายหน้าจัดหาลูกค้าให้ทางคลีนิคท่านหนึ่ง และดิฉันได้รางวัลในการเมคโอเวอร์ คือ เสริมจมูกและกรีดตาสองชั้น ตามที่ดิฉันแจ้งความต้องการที่จะศัลยกรรมด้วยตนเอง ผลปรากฎว่าตอนนี้ ตาสองข้างดิฉันไม่เท่ากัน ข้างขวาเปลือกตาด้านในปลิ้นออกมาด้านนอกพอสมควร ดิฉันเคยเข้ารับการปรึกษาและแก้ไขด้วยการกรีดซ้ำ ข้างละหนึ่งครั้ง ตอนนี้ทั้งสองข้างผ่านการกรีดซ้ำมาแล้วหนึ่งครั้ง ตาดิฉันยังคงไม่ดีขึ้น ยังคงมีปัญหาลักษณะเดิม ตอนนี้หมอบอกให้ดิฉันรอคอยพักตาก่อน แต่ดิฉันมีความต้องการจะแก้ไขให้เรียบร้อย และดิฉันไม่มั่นใจทั้งในนายหน้าและหมอที่กรีดตาให้ดิฉันแล้ว 

ตอนนี้สภาพจิตใจดิฉันย่ำแย่มากและเสียใจกับตาดิฉันมาก ดิฉันอยากวอนขอคำแนะนำและแนวทางให้ดิฉันสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อสิทธิของดิฉันได้บ้าง

ปล.การทำครั้งนี้ดิฉันเสียแค่ค่ายาแก้อักเสบลดบวมที่นำมาทานที่บ้านเท่านั้น ค่าศัลยกรรมทั้งหมดดิฉันไม่ได้เป็นผู้ชำระแต่อย่าใด

โดยคุณ เพชร 7 ก.ย. 2556, 13:45

ความคิดเห็นที่ 3

ก่อนเข้าโรงพยาบาล อาการคุณพ่อเป็นอย่างไร

วันที่...18/7/56
เวลาประมาน ....10.00 น...คุณพ่อเกิดอาการวูบแบบกระทันหัน คลายกับลม ทั้งที่พ่อไม่เคยเป็น ตัวซีดเหลือง แม่และยาทจึงนำส่ง รพ .เกาะคา เขตอำเภอ พอไปถึง รพ.เกาาะคา ก็ส่งตัวเข้า รพ.ศูนย์ลำปางต่อเลยทันที่ เพราะกลัวว่าจะเป็นอาการทางสมอง พอมาถึงทำการตรวจเรียบร้อย ใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้เต็มน้ำเกลือ พ้กห้องร่วม แล้วให้นอนดูอาการพ่อ 24 ชม. ตอนดึกให้กินยาพารา 2 เม็ด หมอชื่อ.....นพ. .......... บอกว่าสมองไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสมอง ยาทสบายใจได้ หลังจากนั้นจึงเจาะเลือดพ่อไปเพาะเชื้อ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ แล้วหมอบอกให้นอนดูอาการอีก 3 วันถึงจะรู้ว่าเป็นไร ตอนบ่ายๆพี่ชายได้เข้าไปปรึกษาเพื่อขอความช่วยเหลือเพื่อขอย้ายไปรักษาตัวที่ รพ.ของรัฐที่เชียงใหม่เพราะพี่อยู่ที่นั้นเพื่อความสะดวกหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือได้ๆเลยพี่ชายได้ขอความช่วยเหลืองในการส่งตัวไปที่ รพ.เชียงใหม่ ถึงสองครั้ง จนรู้สึกว่าหมอไม่พอใจใช้พูดไม่เพาะ หมอขยับแว่นตาลงจมูกแล้วจองมองหน้าพี่ชาย ด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีเลย ณ (วันนี้คุณพ่อยังมีสติดีทุกอย่างการตอบสนองตามคำสั่งหมอได้ทุกประการ)
วันที่...19/7/56
อาการคุณพ่อทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ยังมีสติอยู่ ช่วงเช้า ร่างกายอ่อนร้ามาก พอช่วงบ่ายประมาณบ่าย 2-3 ชม พ่อหมดสติไปไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้น แต่หมอก็ยังคงบอกให้นอนดูอาการอีกสามวัน (ถ้าพ่ออยู่อีก 3 วันพ่อคงตายแล้วครับ) ช่วงบ่ายนี้เองที่พี่ชายรับไม่ได้กับการรักษานอนดูอาการหรือรอให้นอนตายแล้วก็บอกเหตูผล 108 จึงตัดสินใจย้ายพ่อไปที่เชียงใหม่ ติดต่อประสานงานเองทั้งหมด โชคดีที่มีนางพยาบาลคนนึงช่วยในการประสานงานให้บ้างครับ พอเวลาประมาณ 18.00 น ทาง รพ.เชียงใหม่ส่งรถมารับตัวพ่อ พ่อไม่รู้สึกตัวไม่ตอบสนอง ไปถึง 17.20 น เข้าห้องสแกน MRI ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง หมอก็เรียกญาติไปคุยถึงอาการผู้ป่วยว่า เส้นเลือดก้านสมองอุดตัน เป็นเส้นเลือดที่สำคัญที่สุดของร่างกายคนเรา ถ้าคนไข้หายก็ไม่เหมือนเดิม ตอนนี้รักษาโดยการให้ ยาละลายลิ่มเลือด นอนรักษาตัวห้อง ICU ตั้งแต่ 20/7/56 - 28/7/56
อาการทรงตัว เพิ่มยา ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...20/7/56
อาการทรงตัว เพิ่มยา ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...21/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU ทดสอบลดเครื่องช่วยหายใจ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...22/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU อาการดีขึ้นคนไข้หายได้เอง เอาเครื่องช่วยหายใจออก (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...23/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...24/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...25/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU ทำการเจาะคอ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...26/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...27/7/56
อาการทรงตัว ให้ ยาละลายลิ่มเลือด รักษาตัวห้อง ICU (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...28/7/56
อาการทรงตัว ออกห้อง ICU รักษาตัวห้องพิเศษ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...29/7/56
อาการทรงตัว รักษาตัวห้องพิเศษ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...30/7/56
อาการทรงตัว รักษาตัวห้องพิเศษ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
วันที่...31/7/56
อาการทรงตัว รักษาตัวห้องพิเศษ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว)
ถึงปัจจุบัน ครับ (พ่อยังไม่รู้สึกตัว) ครับ

หมอวินิฉัยโรคผิด ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนถึงขั้นพิการ
"ร้องเรียนร้ายแรง" เรื่องการวินิฉัยโรคผิดกับคุณหมอคนนึง ทำให้บิดา ของผมเกือบ ถึงชีวิต เข้ารักษาตัวที่ รพ ศูนย์ลำปาง ชื่อผู้ป่วยชื่อ นายมณู จันทร์เรือง หมอคนนี้ได้วินิฉัยโรคของคุณพ่อว่า "สันนิฐาน ว่าจะติดเชื่อในกระแสเลือด"
ทั้งๆที่ ทำการเจาะเลือดถึง 2 ครั้งเพื่อทำการเพาะเชื่อ หาสาเหตุ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุชัดเจนไม่ได้ความคืบหน้า วันแรกพ่อมีอาการ
ดีอยู่ การรักษาที่ได้รับ เติมน้ำเกลือ และกินยาพารา 2 เม็ด กล่าวคือกลางคืนวันนั้น ประมาณ 4-5 ทุ่มคุณพ่อไข้ขึ้นสูง และยังใช้
เครื่องช่วยหายใจคาปาก ญาติผมเฝ้าอยู่จึงถามว่าคนไข้ยังไม่ได้กินอะไรเลยมากกกว่า12 ชม แล้วกินยาพาราได้เหรอ คำตอบ
ยกเว้นยา รุ่งเช้าคุณพ่อมีสติบ้างแต่ไม่ดีมากๆเลย ร่างกายพ่อทรุดลงเรื่อยไวมาก จนหมอคนนี้เข้ามาตรวจ แล้วบอกให้แม่
และญาติๆ ผมหลายคนที่ได้ยินว่า " ไม่เกี่ยวกับสมองเลยสมองไม่มีปัญหาอะไรเลย " ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารักษา จนถึง
วันที่สอง พี่ได้พยายามไปปรึกษาเพื่อที่จะขอให้ หมอคนนี้ ช่วยดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่เชี่ยงใหม่ แต่ได้รับการช่วย
เหลือใดทั้งสิ้นยังแสดงกริยาไม่พอใจอีก จนพี่เห็นสภาพของพ่อไม่ไหวแล้ว จึงติดต่อประสานงานเองทั้งหมด พ่อไม่รู้สึกตัว
สึกตัวใดทั้งสิ้นประมาณตอนเที่ยงของวันที่ 2 ที่อยู่ที่ รพ.ศูนย์ลำปาง สายๆของวันนั้น ถึงเวลาหมอเข้ามาตรวจหมอคนนี้ไม่
เข้ามาตรวจใดๆทั้งสิ้น ของความคืบหน้าอาการของพ่อ แต่มาตรวจทุกเตียงแต่เว้นเตียงของพ่อผม หมอคนไม่มีจรรยาบรรณ
ที่ดีเลยครับ ทั้งๆที่พ่อยังนอนอยู่ หมอคนนี้เป็นอันตรายต่อผู้บริสุทธิ์
เวลาประมาณ 1 ทุ่ม 19/7/56 รถพยาบาลได้พาพ่อไปถึง รพ. ที่เชียงใหม่ แห่งหนึ่ง ใช้เวลาในการวินิฉัยโรค ไม่ถึง
หนึ่ง ชม. บอกก็บอกแม่กับพี่ผมว่า สิ่งที่พ่อเป็นหนักมากๆถึงมากที่สุด บอกยาททำใจเพื่อว่าถ้าอาการดีขึ้นก็ไม่เหมือนเดิม คน
ละเรื่องกับที่ รพ. ลำปาง วินิฉัยเลย (ฟ้ากับเหว) เหมือนไม่ใช้หนังเรื่องเดียวกัน แต่เป็นชีวิตคนๆเดี่ยวกับที่ป่วยหนักต้องเข้า
รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่ใช้คิดได้แค่ให้คนไข้กินยาพารา 2 เม็ด ปัจจุบันรักษาตัว อยู่ที่ ห้อง ICU มาสิบวันแล้วยังไม่ดีขึ้น
เลย
แต่โรคที่พ่อเป็นถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันทีก็จะหายเป็นปกติใช้เวลารักษาไม่เกิน 3-7 วัน ที่ รพ .ศูนย์ลำปาง
แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ
ขอเรียกร้องผู้เกี่ยวข้องท้ังหมด ช่วยตรวจสอบเพราะเหตุใดจึงปล่อยให้คนป่วยนอนดูอาการเลย 24 ชม หรือ อีก 3 วันหมอถึงจะวินิฉัยโรคได้

****แพทย์ด้านประสาทวิทยากล่าววา ถ้าแพทย์สามารถไปถึงตัวผู้ป่วยเส้นเลือดสมองอุดตันได้ภายใน 3 ชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้แน่นอน ที่สำคัญก็คือต้องทราบว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคนี้ วินิจฉัยได้ได้ จากนั้นก็ให้การรักษาภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งเรื่องจริงนั้นเป็นไปได้ยากอยู่ นอกจากจะรู้ก่อนว่ามันคือเส้นเลือดสมองอุดตัน บางครั้งอาการของโรคเส้นเลือดสมองอุดตันก็เป็นการยากที่จะรู้กันได้ แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การไม่รู้อาจหมายถึงหายนะได้ สมองผู้ป่วยอาจจะโดนทำลายอย่างรุนแรง แต่คนรอบข้างไม่ได้รู้เลยว่านี่คืออาการของเส้นเลือดสมองอุดตัน****

แบบนี้ผมจะสามารถดำเนินการแบบใดได้บ้างครับ

สิ่งที่ดำเนินการไป

ส่งเอกสารลำดับเหตุการณ์ ไปที่

1 รพ ลำปาง

2 สาธารณสุขจังหวัด สปสช

3 แพทยสภา ส่วนกลาง

ทั้งหมดนี้แต่ไม่มีความคืบหน้าเลยครับขอ ความช่วยเหลือ ด้วยครับ

โดยคุณ ศราวุธ 27 ส.ค. 2556, 14:53

ความคิดเห็นที่ 2

 ผู้ป่วยได้ประสพอุบัติเหตุ รถจักรยานชน นำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน ศรีษะเเตก เอ็กเรย์กระดูกคอ กระดูส้นเท้า  หมอไม่พบสิ่งปกติ นอนดูอาการ ญาติขอให้เเพทย์ส่งตัวไปเอ็กเรย์สมองและไปขอร้องหลายครั้ง เเต่เเพทย์บอกว่า รู้ดีกว่าเเพทย์คนไข้ไม่เป็นอะไร นอนประมาณ 2 อาทิตย์ ให้กลับบ้าน กลับมาบ้านคนไข้มีอาการปวดศรีษะตลอด เดินไม่ได้ ทานอาหารได้น้อย ไม่ถ่าย จึงพาไปโรงพยาบาลเเห่งใหม่ที่ใหญ่กว่า ญาติระบุให้เอ็กเรย์สมอง เเต่เเพทย์ก็ไม่เอ็กเรย์ให้ และบอกว่า เป็นเพราะอาการกระทบกระเทือนและโรคประจำตัว เหตุเกิดตั้งเเต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2556 วันนี้ วันที่ 9 สิงหาคม  2556 คนไข้ชักนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน โรงพยาบาลใกล้บ้านบอกคนไข้อาการหนัก เเถมหมอยังมาบอกกับญาติว่า ให้บอกว่าเป็นการรักษาเเบบไม่ต่อเนื่อง  และส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าที่เคยไป คนไข้อาการหนักเอ็กเรย์สมองพบว่ามีเลือดฝอยเเตกในสมอง รับตัวรักษา

อยากทราบว่ากรณีเป็น... เเพทย์วินิจฉัยผิด หรือ ไม่ใส่ใจคนไข้ จะฟ้องร้องได้หรือไม่ และเเพทย์ที่ทำการักษา บอกว่าไม่ต้องผ่าตัด เเต่จะให้ยาสลายลิ่มเลือดก่อน และรักษาตามอาการที่พบ

โดยคุณ b 10 ส.ค. 2556, 00:58

ความคิดเห็นที่ 1

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับตัวคนไข้เนื่องจาดเคยกินยาฆ่าตัวตายและได้ล้างท้องจนพ้นขีดอันตราย และได้รับตัวไว้พักฟื้นโดยไม่รักษาตามมาตรฐานวิชาชีพการดูแลผู้ป่วยคิดฆ่าต้วตาย. ต่อมาคนไข้หนีออกมาโดดตึกตายตึกอื่น อยากทราบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของผู้รักษาหรือไม่. และสามารถฟ้องร้องอย่างไรเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม. ช่วยตอบด้วยครับ

โดยคุณ Aa 9 ส.ค. 2556, 20:57

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก