ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ|ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

ตามที่ได้มีข่าว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 ศาลแพ่ง ได้มีคำพิพากษาในคดี ผบ.1212/2555

บทความวันที่ 7 มี.ค. 2556, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 8999 ครั้ง


ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

          ตามที่ได้มีข่าว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 ศาลแพ่ง ได้มีคำพิพากษาในคดี ผบ.1212/2555 ระหว่าง บริษัทห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด จำเลย เรื่องชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทรัพย์สินและประกันภัยก่อการร้าย กรณีเกิดเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าเซน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นเงิน 1,712,199,701.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่โจทก์ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายด้วย

            พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ จำเลยแล้ว ไม่เข้าข่ายก่อการร้ายแต่เป็นภัยที่เกิดจากการจลาจล จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้กับโจทก์ จำนวน 1,647,754,318.98 บาท จำเลยประกอบอาชีพรับประกันภัย จึงทราบดีถึงขอบเขตความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ แต่จำเลยเป็นบริษัทประกันภัยกลับปัดความรับผิดชอบ  จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่เคารพสิทธิผู้บริโภค อันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42  เพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดอีกจำนวน 329,550,863.07 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น 1,977,305,182.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นและให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 60,000 บาท       

หลายท่านยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ หมายความว่าอย่างไร ทนายคลายทุกข์จึงขอนำความหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริโภค จะได้นำไปใช้ประโยชน์เรียกร้องค่าเสียหายในกรณีผู้ประกอบธุรกิจเอาเปรียบผู้บริโภคต่อไป  โดยขอนำเสนอเป็นรายประเด็นดังต่อไปนี้

1.พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551  มาตรา 42  บัญญัติ

ว่า ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย

การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจกำหนดได้ไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดมีจำนวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินห้าเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด

2. การนำบทบัญญัติดังกล่าวไปเรียกร้องค่าเสียหายกับผู้ประกอบธุรกิจ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพดังต่อไปนี้

            - การจองบ้าน จองคอนโด  ไม่ยอมก่อสร้าง เชิดเงินหนี ผู้บริโภคนอกจากจะเรียกร้องเองเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแล้ว ยังอาจเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้

            - การเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เช่น ให้เช่าซื้อแล้วโอนทะเบียนไม่ได้ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ทำให้ผู้เช่าซื้อใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่ได้ ผู้เช่าซื้ออาจเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นได้

            - คดีบริษัทประกันภัย  รถทำประกันภัย  ประกันวินาศภัย ประกันภัยค้ำจุน  เมื่อเกิดเพลิงไหม้ เกิดการจารกรรมทรัพย์สิน หรือรถเกิดอุบัติเหตุไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย  อาจเรียกค่าเสียหายหรือการลงโทษเพิ่มขึ้นได้

            - ซื้อรถยนต์สภาพชำรุดบกพร่อง ไม่ยอมเปลี่ยนรถใหม่ให้และก็ไม่สามารถซ่อมได้ให้มีสภาพปกติ ทำให้ผู้ซื้อได้รับความเดือดร้อน อาจเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงได้

            - การจ้างทนายความ รับเงินค่าธรรมเนียมศาลแล้วไม่ฟ้องคดี และยังรายงานเท็จลูกความ จนคดีขาดอายุความ ลูกความเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง

            - บัตรเครดิต บัตรเงินด่วน สินเชื่อส่วนบุคคล ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว ไม่นำเงินที่ชำระไปหักจากต้นเงินหรือคิดค่าธรรมเนียมที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเอาเปรียบ เรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ เป็นต้น

            3. กรณีที่จะเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ จากผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

            - เจตนาเอาเปรียบผู้บริโภค

            - จงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย

            - ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค

            - การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

            4. การเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเรียกได้เพียงใด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเรียกได้ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายที่แท้จริงแล้ว ถ้าศาลเห็นสมควรลงโทษผู้ประกอบธุรกิจ ศาลกำหนดได้อีกไม่เกิน 2 เท่า ของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน  50,000 บาท ศาลลงโทษโดยกำหนดค่าเสียหายได้ไม่เกิน 5 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง

            สุดท้ายนี้ ฝากไปถึงผู้ประกอบธุรกิจว่า จะต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ถ้าเอาเปรียบผู้บริโภค อาจถูกผู้บริโภคเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า ส่วนผู้บริโภคถ้าซื้อสินค้าหรือใช้บริการผู้ประกอบธุรกิจ เห็นว่าเป็นพวกเอาเปรียบผู้บริโภค ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีมากสำหรับผู้บริโภคว่า การกระทำธุรกิจจะต้องไม่เห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่ได้ เพราะอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกถึง 2 เท่า คำพิพากษาศาลแพ่ง แผนกคดีผู้บริโภค ถือว่าเป็นการจุดประกายให้กับผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคใส่ใจในสินค้าและบริการมากขึ้น

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก