ถ้าถือเอาคำท้าตามคำพิพากษาในคดีอื่น คำพิพากษาในคดีอื่นต้องถึงที่สุดแล้ว|ถ้าถือเอาคำท้าตามคำพิพากษาในคดีอื่น คำพิพากษาในคดีอื่นต้องถึงที่สุดแล้ว

ถ้าถือเอาคำท้าตามคำพิพากษาในคดีอื่น คำพิพากษาในคดีอื่นต้องถึงที่สุดแล้ว

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ถ้าถือเอาคำท้าตามคำพิพากษาในคดีอื่น คำพิพากษาในคดีอื่นต้องถึงที่สุดแล้ว

  • Defalut Image

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 308/2563

บทความวันที่ 29 ม.ค. 2564, 10:39

มีผู้อ่านทั้งหมด 320 ครั้ง


ถ้าถือเอาคำท้าตามคำพิพากษาในคดีอื่น คำพิพากษาในคดีอื่นต้องถึงที่สุดแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 308/2563
             โจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556  ของศาลชั้นต้นมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า การรับโอนทรัพย์พิพาทของโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ คู่ความจึงตกลงกันท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท หากผลคดีดังกล่าวเป็นอย่างไรให้ถือตามผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท  หากผลคดีดังกล่าวเป็นอย่างไรให้ถือตามผลคดีนั้นและให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะในเรื่องค่าเสียหายโดยคู่ความไม่ติดใจในประเด็นอื่น ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556  ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวคู่ความมิได้ตกลงกันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556  เป็นข้อวินิจฉัยตามคำท้า คำพิพากษาศาลชั้่นต้นอาจถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไขกลับ หรืองดเสียได้ จึงต้องแปลเจตนาของคู่ความว่าประสงค์ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ท้ากัน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนั้นแล้ว ส. ยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมา  ดังนั้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556  ของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุด  นอกจากนี้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยท้ากัน จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้ได้  แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฎว่าคดีแพ่งที่คู่ความตกลงท้ากันนั้น  ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยวินิจฉัยว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนทรัพย์พิพาทมาโดยชอบตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 36 ส. ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของ ส.  อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป  ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2562  ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตรงตามคำท้าที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 โจทก์ทั้งสองและจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว  คดีนี้จึงต้องฟังว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาโดยชอบ  เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด และต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก