งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
นายหน้า-หน้าม้า หากินตามศาล อาจถูกละเมิดอำนาจศาลได้
ทนายคลายทุกข์ขอเตือนบุคคลที่ชอบทำมาหากิน เป็นนายหน้า-หน้าม้า รับจ้างวิ่งเต้นหาประโยชน์กับคู่ความภายในบริเวณศาล ให้ลองดูคำพิพากษาฎีกาข้างล่างนี้เป็นอุทาหรณ์เพราะศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกนายหน้า-หน้าม้าที่หากินตามโรงตามศาลเอาเปรียบประชาชนคนละ 1 เดือน
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง นำตัวนาย อ. บุตรของผู้กล่าวหาซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ไปขอฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาขอประกันตัวโดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามเสนอตัวช่วยเหลือโดยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง วงเงิน 100,000 บาท เป็นหลักประกันต่อศาล หลังจากนาย อ. ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้กล่าวหาได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามไป 23,000 บาท ต่อมาผู้กล่าวหาทราบหลักเกณฑ์ในการซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพวงเงิน 100,000 บาทว่า เสียค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 6,300 บาท จึงเข้าร้องเรียนต่อศาลชั้นต้น
ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1),33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้ยก
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1และที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ถูกกล่าวหาที่1 และที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ระหว่างพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางนำตัวนาย อ. บุตรของผู้กล่าวหาไปฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาประสงค์จะขอประกันตัว นาย อ. และได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นนายหน้าเดินเรื่องประกันอยู่ที่ศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาตกลงให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ช่วยดำเนินการให้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ติดต่อกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นนายหน้าเช่นกัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ติดต่อขอใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง วงเงิน 100,000 บาท จากนาย ส. ตัวแทนประกันซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วย จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำกรมธรรม์ไปให้นาง พ. พนักงานของบริษัทประกันภัย ที่ประจำอยู่ที่ศาลชั้นต้นพิจารณา นาง พ. พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถรับประกันอิสรภาพให้ได้จึงกรอกข้อความในกรมธรรม์และส่งมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไป โดย นาย ส. จะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระเบี้ยประกันภัย 6,768 บาท ให้แก่บริษัทประกันภัย ในภายหลัง เมื่อนาย อ.ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวผู้กล่าวหาก็ได้จ่ายเงิน 23,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 โดยผู้กล่าวหาที่ 1 ได้แบ่งเงินส่วนที่เหลือจากที่เอาไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยแล้วให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงิน 23,000 บาท จากผู้กล่าวหาจริง แต่มิใช่เกิดจากการหลอกลวง หากเป็นการตกลงยินยอมในการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่ผู้กล่าวหา ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้กล่าวหาว่า ผู้กล่าวหาได้พูดคุยกับผู้กล่าวหาที่ 1 เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการประกันตัวนาย อ. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกว่าเป็นเงิน 30,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองเหลือ 20,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลดให้เหลือ 27,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองลงอีกจนเหลือ 23,000 บาท เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ดีกว่า ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงเพื่อขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัทประกันภัย ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่า ผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงนั่นเอง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนที่สูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้กล่าวหาถึง 16,232 บาท จึงมิใช่เป็นเพียงการให้ค่าตอบแทนจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ให้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้ที่มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้น จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1และที่ 2 ในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากผู้มาติดต่อราชการของศาล อันเป็นการไม่เคารพในสถาบันศาลและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาล จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อ้างเหตุผลส่วนตัวว่ามีภาระในการเลี้ยงดูบุตร ไม่เพียงพอแก่การรอการลงโทษให้ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่1 และที่ 2 คนละ 3 เดือนนั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน โดยให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกคนละ 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 เล่มที่ 6 บริการสำนักงานศาลยุติธรรม บริการสวัสดิการศาลฎีกา