คดียาไอซ์|คดียาไอซ์

คดียาไอซ์

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

คดียาไอซ์

ตอนกันยายน 2550 หนูกับเพื่อนอีก 3 คนรวมเป็น 4 โดนจับคดียาไอซ์ 40

บทความวันที่ 22 ส.ค. 2553, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 1146 ครั้ง


คดียาไอซ์

          ตอนกันยายน 2550 หนูกับเพื่อนอีก 3 คนรวมเป็น 4 โดนจับคดียาไอซ์ 40 กรัม โดยจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปี (เรียน) ที่ 2 อายุ 40 ปี (ธุรกิจส่วนตัว) ที่3อายุ 23 ปี(ทำงานรับจ้าง) และที่ 4 อายุ 19 ปี(เรียน) พฤติการณ์ คือ จำเลยที่ 1โดนล่อซื้อ 8 จี ระหว่างก่อนที่จะถูกล่อซื้อจำเลยที่ 2 มาหา จำเลยที่1 ที่ห้องพัก แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ลงมาส่งของ พอลงมาถึง จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 มาหาจำเลยที่ 1 ที่หอพักพอดี(เจอกันข้างล่างหอ) จำเลยที่ 1 จึงให้ขึ้นไปรอบนห้อง จากนั้นจำเลยที่ 1จึงออกไปส่งของ พอจำเลยที่1 ถูกจับ แล้วตร.ให้พาขึ้นมาบนห้องพัก พอขึ้นมาถึง ก็พบจำเลยที่เหลือ จำเลยที่ 3 เป็นคนเปิดประตู จำเลยที่ 4 นั่งโต๊ะคอม จำเลยที่ 2 นั่งโต๊ะที่มีของกลางที่เหลืออีก 40 จี ขณะนั้นไม่มีคใครรับ ตร.จึงตั้งข้อหาร่วม จากนั้นก็ถูกส่งเข้าเรือนจำทั้งหมด จำเลยทั้ง 4 ใช้เวลาสู้คดีของกลาง 40 จี  เป็นเวลา 11 เดือน  โดย 8 จี จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นของตนเองโดยได้ค่าจ้างจาก จำเลยที่ 2 เพื่อให้มาส่งของ แต่ของกลางนั้นรับมาจาก จำเลยที่ 2 ส่วนที่เหลือ 40จี จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธ
           จำเลยที่ 1ให้ การปัด จำเลยที่ 3และจำเลยที่ 4 ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น จำเลยที่ 4ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาหา จำเลยที่ 1 เพื่อรับ จำเลยที่ 1กลับบ้านเท่านั้น ส่วน จำเลยที่ 3กับ จำเลยที่ 4เ ป็นแฟนกันจึงมาด้วยกัน  จำเลยที่2-3-4 ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตั้งแต่ชั้นจับกุม-ชั้นศาล  แต่ จำเลยที่ 2 ให้การซัดทอดไปยัง จำเลยที่ 1
          ตอนขึ้นสืบนั้น ตร. ขึ้นมาให้ปากคำโดยมากจะซัดไปที่จำเลยที่ 2 ซะมากกว่า เพราะ จำเลยที่ 2 มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ก่อนแล้ว และส่วนมากคำให้การของ ตร. ก็เป็นประโยชน์กับ จำเลยที่ 1-3-4 มากกว่าค่ะ คือง่ายๆ ตร.เค้าช่วยค่ะ  คำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อ13 สค.2551 พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1-3-4 ในของกลาง 40จี  ส่วนจำเลยที่ 2 ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต  ส่วนของกลาง 8จีที่จำเลยที่1ให้การรับสารภาพนั้นตัดสิน 3 ปี ปรับ3แสน (ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะพ้นโทษแล้ว)
          หลังจากนั้นประมาน 1-2เดือนหลังจากฟังคำตัดสินศาลชั้นต้น ก็มีอุทธรณ์จากศาลอุทธรณ์มาว่า..ศาลอุทธรณ์คัดค้านการตัดสินของศาลชั้นต้นโดยศาลอุทธรณ์ไม่เชื่อว่าจำเลยทั้ง 4 จะไม่มีส่วนรู้เห็นในของกลางดังกล่าวร่วมกัน  สิงหาคม 2553 ได้รับหมายศาลเพื่อให้ไปรับฟังคำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ในเดือน กันยายน 2553
คำถามคือ
          1.มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ศาลจะพิพากษายืนหรือศาลอุทธรณ์จะกลับคำพิพากษา คือตอนนี้กังวลใจมากค่ะ ตอนนี้ก็กลับไปเรียนหนังสือแล้ว กลัวว่าถ้าอุทธรณ์กลับมาให้จำคุก  จำเลยที่เหลือที่ถูกยกฟ้องนั้นต้องเข้าไปติดเลยใช่มั๊ยคะ แล้วความเป็นไปได้ที่จะยืนตามคำสั่งศาลเดิมเป็นไปได้มั๊ยคะ
          2.แล้วถ้าพิพากษากลับจิงๆ สามารถประกันตัวได้มั๊ยคะ แต่อัตราโทษสูงมาก ตลอดชีวิต คิดว่าคงประกันไม่ได้แน่
          3.แล้ว ถ้าไม่ไปฟัง นานแค่ไหนกว่าที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาคะ แล้วให้ทนายไปฟังแทนได้มั๊ยคะ กลัวมากจริงๆ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

คำแนะนำทนายคลายทุกข์
         1. การที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาอุทธรณ์เปลี่ยน แก้ไข กลับ หรืองดเสียซึ่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น  ย่อมเป็นดุลยพินิจในการพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์  โดยวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนมาอันเป็นการกลั่นกรอง และตรวจสอบดุลยพินิจของศาลชั้นต้นอีกชั้นหนึ่ง จึงไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จะออกมาเป็นประการใด
        2. หากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ศาลก็ออกหมายขังจำเลยต่อไป  แต่จำเลยคนที่ได้รับผลร้ายจากคำพิพากษานั้น  ย่อมใช้สิทธิฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นั้นต่อไปได้  และจำเลยนั้นก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอประกันตัว  แต่ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่  เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
        3. เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา  ก็ต้องออกหมายเรียกให้จำเลยมาฟัง  จำเลยจะให้ทนายมาฟังแทนไม่ได้  เนื่องจากไม่ใช่คดีแพ่ง  หากจไเลยไม่ไปฟังตามหมาย  ศาลมีอำนาจออกหมายจับจำเลยต่อไป

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก