งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน สถาบันการเงิน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่คุณศุภานัน 02-948-5700
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรม เกี่ยวกับการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน และยังสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท/หลักสูตรสำหรับพนักงานบริษัทในการเอาตัวรอดจากการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม สนใจโทร.02-9485700 (คุณศุภานัน)
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง นะคะ โทร. 081-625-2161 \"อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล\"
คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า
-
คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางการค้า
1. ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2533
สัญญาที่บริษัทโจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างว่าภายในกำหนดเวลา 24 เดือน นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง ลูกจ้างจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการพัฒนา ทำ ผลิต หรือจำหน่าย (สุดแต่จะพึงปรับได้กรณีของลูกจ้าง) ซึ่งผลิตภัณฑ์อันเป็นการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทโจทก์ที่ตนได้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในระหว่างที่ทำงานกับบริษัทโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทโจทก์ สัญญาดังกล่าวไม่ได้ห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้กระทำโดยเด็ดขาด คงห้ามจำเลยเฉพาะสิ่งที่เป็นการแข่งขันกับงานของบริษัทโจทก์ และในส่วนของงานที่จำเลยเคยทำกับบริษัทโจทก์ ทั้งเป็นการห้ามเพียงตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในเชิงการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1275/2543
สัญญาแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานมีว่า ในระหว่างการจ้างงานหรือภายใน 5 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงจำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์และระบุจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจน มิได้เป็นการห้ามจำเลยประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้อย่างเด็ดขาด และจำเลยสามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงและนอกขอบเขตพื้นที่ที่ห้ามลักษณะของข้อตกลงที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยความสมัครใจของคู่กรณีเช่นนี้ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดทีเดียว เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
จำเลยไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หลังจากโจทก์เลิกจ้างแล้วภายในกำหนดเวลาห้าม อันเป็นการผิดสัญญาซึ่งจำเลยต้องรับผิด แต่ความรับผิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง การกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลยพินิจของศาลแรงงานเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจกำหนดให้โจทก์ได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549
ตามใบสมัครงานตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 1 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ต. ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยชน์ข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท) โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “ The preceding sentence dose not apply to lawyer engaged with the firm” คำในวงเล็บคำว่า Lawyers นั้น ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายทรัพย์สินและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นตำแหน่งหน้าที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้ว โจทก์ไปทำงานกับบริษัท บ. จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานครจึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว
คดีทั้งสามเรื่องดังกล่าวศาลเพียงแต่วินิจฉัยว่า สัญญาจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานไม่เป็นโมฆะเท่านั้น ยังไม่มีประเด็นว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดได้ตามปกติหรือไม่เนื่องจากสัญญาจ้างของทั้งสามคดีทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ ใช้บังคับ
ขณะนี้มี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 14/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) ฯ บัญญัติว่า “สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำงานให้นายจ้างกับลูกจ้างข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลบังคับใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี”
ดังนั้น ปัจจุบันหากมีปัญหาเรื่องจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานต้องใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ บังคับ
2. ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างผิดสัญญาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์และความรับผิดชอบดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง จึงใช้ดุลยพินิจลดเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ.มาตรา 383 ให้จำเลย ปัญหาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่หยิบยกเอาข้อสัญญาที่ว่าจำเลยต้องไปทำงานกับโจทก์เป็นเวลา 3 ปี มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องชดใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย ทำให้จำเลยต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควรจึงเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องระยะเวลาที่จำเป็นต้องทำงานกับโจทก์นานเท่าใดเพราะจำเลยลาออกไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยน่าจะแปลความได้อยู่ในตัวว่าจำเลยประสงค์จะให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายใหม่นั้นเอง เพราะแม้จะพิจารณาโดยเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาว่าจำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ 3 ปี เป็นตัวตั้งแล้วเห็นว่าเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ 3 ปี เป็นตัวตั้งแล้วเห็นว่าเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงกำหนดให้มีผลเพียง 1 ปี แล้วใช้ระยะเวลา 1 ปี เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าเสียหายผลสุดท้ายเป็นการใช้ดุลยพินิจกำหนดค่าเสียหายของศาลฎีกานั้นเอง ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงน่าจะเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่งสมจิตร์ ทองศรี