งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ตัวอย่างคำฟ้องเรียกค่าเสียหายฟิตเนส/สถานออกกำลังกายเอาเปรียบผู้บริโภค
(แบบ ผบ.1)
คำฟ้องคดีผู้บริโภค คดีหมายเลขดำที่............/2553
ศาลแขวงพระนครใต้
วันที่...เดือน.............พ.ศ. 2553
นางขี้โรค อยากออกกำลังกาย โจทก์
บริษัท สถานบริการออกกำลังกายห่วยแตก จำกัด จำเลย
จำเลยเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัท จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการศูนย์สุขภาพ ศูนย์ออกกำลังกาย ศูนย์ฝึกสอนการออกกำลังกาย และบริการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าว รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1
ข้อ 2. โจทก์มีโรคประจำตัว มีอาการทางสมอง และมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคลมชัก เมื่อประมาณช่วงเดือนสิงหาคม 2552 โจทก์เคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จนถึงช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ซึ่งแพทย์มีคำสั่งให้งดออกกำลังกายหนักและให้พักรักษาตัวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รายละเอียดโจทก์จะนำเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาคดีต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 โจทก์ได้รับบัตรกำนัลจากสมาชิกที่ใช้บริการของจำเลยโดยให้ไปทดลองใช้บริการออกกำลังกายฟรีกับจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ได้ไปติดต่อสอบถามรายละเอียดกับจำเลยที่สถานที่ออกกำลังกายของจำเลย สาขาจังหวัดเชียงใหม่ โดยก่อนที่จะใช้บริการได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของโจทก์ให้พนักงานจำเลยฟังว่า โจทก์มีโรคประจำตัว มีอาการทางสมอง หัวใจและลมชัก อยู่ระหว่างการรักษา และหมอไม่ให้ออกกำลังกายหนัก แต่พนักงานของจำเลยได้พยายามหว่านล้อมชักชวนไม่ให้อิสระหรือให้เวลากับโจทก์ในฐานะผู้บริโภคในการที่จะใช้เวลาปรึกษาหารือกับพี่น้องหรือครอบครัวก่อนที่จะใช้บริการ โดยพนักงานฝ่ายขายจำนวนหลายคนได้รุมหว่านล้อมและบังคับให้ลงนามในสัญญา นอกจากนี้พนักงานของจำเลยจำนวนหลายคนก่อนที่จะบังคับให้โจทก์ลงนามในสัญญาใช้บริการออกกำลังกาย ไม่ได้ให้ข่าวสารที่ถูกต้อง และเพียงพอในการใช้บริการ รวมทั้งไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงความปลอดภัยถึงการใช้บริการในขณะที่ผู้บริโภคคือโจทก์มีปัญหาด้านสุขภาพ แต่ในทางกลับกันกลับให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้บริการอันเป็นเท็จและขัดกับหลักวิชาการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน กล่าวคือ ได้หลอกลวงโจทก์ว่าถึงแม้จะมีปัญหาด้านสุขภาพก็สามารถใช้บริการออกกำลังกายได้ โจทก์ได้พยายามสอบถามเพื่อย้ำเตือนกับพนักงานของจำเลย แต่พนักงานของจำเลยเห็นแก่ประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคที่ใช้บริการ และได้ยืนยันกับโจทก์อีกครั้งว่าสามารถใช้บริการได้แน่นอน และหากมีปัญหาด้านสุขภาพจนไม่สามารถใช้บริการได้ บริษัทของจำเลยยินดีคืนเงินพร้อมค่าเสียหายให้กับโจทก์ นอกจากนี้พนักงานของจำเลยยังกล่าวอ้างอวดอ้างสรรพคุณว่า สถานบริการออกกำลังกายเป็นสถานบริการที่มีชื่อเสียง เป็นที่ไว้วางใจของคนทั่วโลก มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์คอยควบคุมดูแลผู้บริโภคที่มาใช้บริการอยู่ตลอดเวลา การกระทำของพนักงานของโจทก์เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้คุ้มครองไว้ แต่จำเลยประกอบธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้บริโภค เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคอย่างร้ายแรง
ข้อ 3. หลังจากหลงเชื่อและถูกหว่านล้อมและกดดันจากพนักงานฝ่ายขายของจำเลยแล้ว จนโจทก์ขาดอิสระในการตัดสินใจ โดยถูกบังคับให้ตัดสินใจในระยะเวลาสั้น ๆ โจทก์จึงได้ตกลงสมัครเป็นสมาชิกในการใช้บริการเพื่อใช้สถานที่ออกกำลังกายของจำเลย ที่สาขาเชียงใหม่ โดยสมัครเป็นสมาชิกเป็นเวลา 1 ปี โดยจำเลยคิดค่าบริการจากโจทก์จำนวน 12,946 บาท โดยให้ผ่อนชำระเป็นงวดจำนวน 10 งวดๆละ 1,294.60 บาท รายละเอียดปรากฎตามสำเนาสัญญาการเข้าเป็นสมาชิกเลขที่ 1158384 ลงวันที่ 20 กันยายน 2552 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ซึ่งโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยไปครบถ้วนในคราวเดียวกันโดยความพลั้งเผลอ
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2552 จำเลยได้หว่านล้อมให้โจทก์ว่าจ้างผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลย กับจำเลยจำนวน 16 ครั้ง เป็นเงิน 14,500 บาท ทั้งที่โจทก์ได้พยายามอธิบายให้กับผู้ฝึกสอนของจำเลยทราบว่าสุขภาพของโจทก์มีโรคประจำตัวหลายโรคดังที่กราบเรียนต่อศาลมาข้างต้น แต่พนักงานของโจทก์ไม่ได้ใส่ใจ แต่กลับยืนยันว่าโจทก์สามารถที่จะออกกำลังกายต่อไปได้ ทั้งที่ควรจะให้คำแนะนำว่าไม่ควรออกกำลังกายเพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และนอกจากนี้ในสัญญาการบริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลยังมีรายละเอียดให้ผู้ฝึกสอนต้องใช้ความระมัดระวังในกรณีสภาพร่างกายของโจทก์มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย แต่พนักงานของจำเลยไม่ให้ความใส่ใจในความปลอดภัยในการใช้บริการของโจทก์ในฐานะผู้บริโภค โจทก์ไม่มีความรู้และไม่มีประสบการณ์ในการใช้บริการสถานออกกำลังกาย หลงเชื่อตามคำกล่าวอ้างของพนักงานจำเลยโดยเห็นว่าเป็นสถานออกกำลังกายที่มีชื่อเสียงไม่น่าหลอกลวงผู้บริโภค จึงได้ชำระเงินให้กับจำเลยไป จำนวน 14,500 บาท รายละเอียดปรากฎตามสำเนาสัญญาการว่าจ้างผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล ลงวันที่ 26 กันยายน 2552 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ส่วนรายละเอียดการชำระเงินจะเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาคดี
ข้อ 3. จากการที่โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาสมัครเข้าเป็นสมาชิกใช้บริการกับจำเลย ตามข้อ 2. ดังกล่าว ก็เนื่องจากโจทก์ได้รับบัตรฟรีจากจำเลยให้ไปทดลองใช้สถานที่ออกกำลังกายที่สาขาเชียงใหม่ และเมื่อไปถึงก็ถูกพนักงานของจำเลยเข้ามาชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิก เพื่อใช้บริการในสถานที่ของจำเลยที่สาขาเชียงใหม่ดังกล่าว แต่โจทก์ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าสุขภาพไม่ดี มีโรคประจำตัว แต่พนักงานของจำเลยก็ให้สัญญาว่าไม่มีปัญหาอะไร และสามารถขอเงินคืนได้ หากไม่สามารถออกกำลังกายได้ โดยพนักงานของจำเลยก็ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่สามารถออกกำลังกายได้
เมื่อโจทก์ได้ใช้บริการของจำเลยเพียงครั้งเดียว ที่สาขาเชียงใหม่ โจทก์ก็มีอาการเป็นลมชัก มีอาการเกร็งตามกล้ามเนื้อ เวียนหัวบ้านหมุน และเข้ารักษาที่โรงพยาบาลราชเวช ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจแจ้งว่าสาเหตุแห่งอาการดังกล่าวเกิดจากการไปออกกำลังกาย จึงให้งดออกกำลังกาย ปรากฎตามสำเนาใบรับรองแพทย์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4
ข้อ 4. หลังจากได้รับอุบัติเหตุและได้รับอันตรายจากการออกกำลังกายซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว โจทก์จึงไม่สามารถออกกำลังกายต่อไปได้และไม่มีความประสงค์ที่จะใช้บริการสถานออกกำลังกายของจำเลย เพราะหากออกกำลังกายต่อไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จึงแจ้งขอบอกเลิกสัญญา และขอรับเงินที่จ่ายไปคืน และเรียกค่าเสียหาย แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคโดยรวมและเท่าที่โจทก์สืบทราบพบว่าจำเลยมีปัญหาการให้บริการและถูกร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับการเอาเปรียบผู้บริโภคจำนวนหลายครั้งหลายราย ทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและตามสื่อสารมวลชนอีกหลายที่ รายละเอียดโจทก์จะนำเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาคดีต่อไป
การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิ และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายประการ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับโจทก์เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1. ให้จำเลยคืนเงินค่าสมาชิกจำนวน 12,946 บาท และเงินค่าจ้างผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลจำนวน 14,500 บาท
2. ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับการรักษาจากแพทย์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 127,446 บาท (หนี่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยสี่สิบหกบาทถ้วน) ซึ่งโจทก์ขอถือเอาเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยได้ จึงต้องขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด