คำพิพากษายกฟ้องเจ้าหนี้นอกระบบเนื่องจากลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว | decha.com
X Close ปิดเองอัตโนมัติภายใน  30 วินาที
452

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน สถาบันการเงิน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700

อ่านต่อได้ที่นี่

3120

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700

อ่านต่อได้ที่นี่

576

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 \"อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล\"

อ่านต่อได้ที่นี่

รับแปลเอกสารต่างๆ

อ่านต่อได้ที่นี่

คำพิพากษายกฟ้องเจ้าหนี้นอกระบบเนื่องจากลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว

  •                             คำพิพากษายกฟ้องเจ้าหนี้นอกระบบเนื่องจากลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว
              เรียน ท่านลูกหนี้นอกระบบที่เคารพ ผมขอนำข่าวดีสำหรับลูกหนี้นอกระบบ ว่า ปัจจุบันได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้ที่กู้เงินเจ้าหนี้และโดนยึดบัตรเอทีเอ็ม เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน ซึ่งเจ้าหนี้ทั้งหลายมักนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินทุกสิ้นเดือนเพื่อชำระหนี้ ถ้าเดือนใดมีเงินเหลือก็จะส่งเงินคืนให้กับลูกหนี้ คำพิพากษาฎีกาตัดสินว่า การที่เจ้าหนี้นำบัตรเอทีเอ็มของลูกหนี้ไปกดเงินถือว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้แล้ว ถ้าชำระหนี้ครบตามจำนวนในสัญญาเงินกู้ ถือว่าไม่มีหนี้สินต่อกัน เป็นฎีกาที่เป็นธรรมสำหรับลูกหนี้อย่างมาก

              คำพิพากษาศาลฏีกาที่ 6823/2551 
               จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ว่า จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคาร ก.ให้โจทก์ไปถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือน และโจทก์ยอมรับว่าได้รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไว้ถอนเงินจากบัญชีของจำเลย จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลให้ศาลเห็นถึงวิธีการชำระหนี้ว่าได้ปฏิบัติต่อกันเช่นใด ไม่อยู่ในบทบังคับเฉพาะตาม ป.พ.พ.มาตรา 653 วรรคสอง

               โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

              จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้เงินโจทก์ จำนวน 70,000 บาท และได้ชำระคืนโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์เพื่อนำไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย บัญชีเลขที่ 013-1-188xx-x ทุกสิ้นเดือน ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท เมื่อโจทก์นำบัตรเอทีที่จำเลยมอบให้ไปเบิกถอนเงินชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายครบหมดแล้ว โจทก์เสนอให้จำเลยกู้เงินใหม่จำนวนเท่าเดิมและให้ใช้สัญญาเดิม เพียงแต่แก้ปี พ.ศ.เท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้มอบเงินให้ จำเลยจึงขอรับสัญญากู้เงินคืน แต่โจทก์ไม่คืนให้และกลับนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

              ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2541 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวน 98,105.47 บาท  และนับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

              จำเลยอุทธรณ์
              ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
      โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

              ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2541 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 70,000 บาท ตามสัญญากู้และจำเลยได้บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีอยุธยา ให้โจทก์ไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เมื่อจำเลยรับว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงและต่อสู้ว่าได้มีการชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ข้อที่จำเลยนำสืบเป็นวิธีการชำระหนี้ให้โจทก์ดังกล่าว เป็นการสืบพยานที่ขัดต่อกฎหมาย ห้ามมิให้ศาลรับฟังหรือไม่ เห็นว่า จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันว่า จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้โจทก์ไปถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือน และโจทก์ยอมรับว่าได้รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไว้ถอนเงินจากบัญชีของจำเลย จึงถือได้ว่า เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลให้ศาลเห็นถึงวิธีการชำระหนี้โจทก์ว่าได้ปฏิบัติต่อกันเช่นใด ไม่อยู่ในบทบังคับเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ดังนั้น ข้อที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานมาดังกล่าวจึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบ และศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

               ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เมื่อจำเลยนำสืบฟังได้ว่า โจทก์รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไปใช้ถอนเงินในบัญชีของจำเลยเพื่อหักชำระหนี้เงินกู้ยืมแล้ว โจทก์ได้รับเงินชำระหนี้ไปครบถ้วนแล้วหรือไม่ ในข้อนี้ จำเลยนำสืบว่าเงินกู้โจทก์จำนวน 70,000 บาท ได้ตกลงชำระหนี้คืนโจทก์โดยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้โจทก์เพื่อนำไปใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยบัญชีเลขที่ 013-1-188xx-x ทุกสิ้นเดือน ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท และโจทก์เริ่มใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2541 ถึงเดือนสิงหาคม 2542 รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น 88,400 บาท

                เห็นว่า สัญญากู้ที่โจทก์กับจำเลยทำกันนั้น ลงวันที่เริ่มกู้ยืมกันในเดือนกันยายน 2541 และในสัญญาข้อที่ 2 ตกลงกันให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยภายในวันที่ 30 ของทุกเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงสอดคล้องรับกับที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์นำบัตรเอทีเอ็มไปใช้ถอนเงินในบัญชีของจำเลยปรากฏหลักฐานการถอนเงินเดือนแรกในเดือนตุลาคม 2541 หลังจากทำสัญญากู้เงินแล้ว และต่อมามีรายการถอนเงินในบัญชีของจำเลยทุกเดือนต่อเนื่องตลอดมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2542 รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น 88,400 บาท ครบตามจำนวนหนี้ที่กู้ยืมโจทก์ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบ จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่โจทก์โต้แย้งอ้างว่าใช้บัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ใช้ถอนเงินไม่ได้อีก เพราะบัตรถูกยึดไปก็เป็นเพียงขัดต่อเหตุผลตามข้อตกลงที่จำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์ทุกเดือน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้เพราะบัตรเอทีเอ็มถูกยึดคืนไป โจทก์ก็ควรที่จะติดตามทวงถามจำเลยตั้งแต่แรกที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว คงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนครบกำหนดตามสัญญากู้แล้วนำมาฟ้องบังคับคดีเช่นนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ชอบด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
                พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

     

" บทความและคำแนะนำของทนายคลายทุกข์เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่ "


ความคิดเห็น

  • ความคิดเห็นที่ 2

    กระผมก็มีปัญหานี้อยู่พอดีเลย   กำลังมีความทุกข์มาก  กู้เงินมาแค่ 60000 บาท และให้เราลงสัญญาว่า 100000บาทตอนนี้ได้มีหมายศาลมาถึงแล้ว   อยากจะขอความช่วยเหลือจะได้หรือไม่ กลุ้มใจมากเลย     ตอนนี้เขาฟ้องมาตั้ง160000บาท    กลุ้มใจจริงนะครับ

    โดยคุณ nimit  (202.151.4.21)     7 ธ.ค. 2552

  • ความคิดเห็นที่ 1

    ดีเหมือนกัน จะได้เป็นบรรทัดฐาน ต่อไปว่าเจ้าหนี้ทั้งหลาย อย่าเอาเปรียบลูกหนี้จนเกินไป  และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ    ถ้าสามารถทำได้ประชาชนคงมีความกินดีอยู่กว่าเดิม  แต่ถ้าทำไม่ได้ตามนโยบาย  ประชาชนก็จะเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ได้

    โดยคุณ spy  (119.42.73.71)     6 ธ.ค. 2552

แสดงความคิดเห็น

  •    
    ชื่อ
    เมล์
    ความคิดเห็น
    ตัวเลขที่เห็น
     แจ้งทาง e-mail เมื่อมีผู้ตอบกระทู้นี้

เข้าสู่ระบบ

คุณสามารถ สมัครสมาชิกได้ที่นี่...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุดในหมวด

ข่าวที่ถูกค้นมากที่สุดในหมวด