งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ปรึกษาสคบ./ปัญหารับสร้างบ้าน/ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน
ทนายคลายทุกข์ขอนำรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นายนิโรธ เจริญประกอบ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถิติการร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาฯในช่วงที่ผ่านมาปัญหาร้องเรียนที่พบมากที่สุด คือ 1) ปัญหาการไม่โอนกรรมสิทธิ์ 2) ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุในสัญญา และ 3) ต้องการเงินจองและเงินดาวน์คืน เพราะไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากสถาบัน การเงินเนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ส่วนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินส่วนกลาง การจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด การเรียกเก็บค่าส่วนกลางไม่เป็นธรรม นิติบุคคล อาคารชุดไม่จัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เป็นคดีผู้บริโภคในศาลเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ หากท่านใดต้องการขอคำปรึกษาดคีผู้บริโภค โทร.02-9485700
รายละเอียดรายงานข่าว
นิโรธ เจริญประกอบ มือปราบ สคบ. "คดีรับสร้างบ้าน...ปัญหาใหม่อสังหาฯ"
เป็นเวลาร่วม 1 ปีที่ "นิโรธ เจริญประกอบ" ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ "สคบ."
โดยในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สคบ.เป็นที่รู้จักในฐานะหน่วยงานให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค โดยเฉพาะการรับร้องเรียนเกี่ยวกับ "ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน" หรือ "สร้างบ้านไม่ได้บ้าน"
ที่น่าสนใจคือ แม้การร้องเรียนมายัง สคบ.เป็นเพียงแค่ช่องทางหนึ่งที่ผู้บริโภค ซึ่งได้รับความเดือดร้อนและได้รับความไม่เป็นธรรม ใช้ร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สถิติร้องเรียนถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่เป็นดัชนีชี้วัดว่าธุรกิจอสังหาฯในช่วงเวลานั้น ๆ ว่ามีปัญหามากน้อยเพียงใดได้เป็นอย่างดี
ล่าสุด เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับสถิติการร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาฯในช่วงที่ผ่านมา และคำแนะนำที่มีถึงผู้บริโภคเพื่อป้องกันการ ถูกเอารัดเอาเปรียบ แม้วิกฤตการเงินโลกรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไทยและธุรกิจอสังหาฯน้อยมากเมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2540
- สถิติร้องเรียนอสังหาฯย้อนหลัง 3 ปี เป็นอย่างไร
ถ้าเปรียบเทียบสถิติร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาฯในปีงบประมาณ 2550, 2551 และ 2552 ถือว่าใกล้เคียงกัน คือเฉลี่ยปีละกว่า 2,000 ราย แต่ถ้าเทียบกับช่วงปี"40 ถือว่าลดลงมาก เพราะช่วงนั้น สคบ.รับเรื่องร้องเรียนสูงถึงปีละประมาณ 2 หมื่นราย
โดยในปีงบประมาณ 2550 (ต.ค.2549-ก.ย.2550) สคบ.รับเรื่องร้องเรียนรวม 5,723 ราย ในจำนวนนี้เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาฯ 2,470 ราย หรือ 43% ปีงบประมาณ 2551 (ต.ค.2550-ก.ย.2551) มีเรื่องร้องเรียนรวม 5,041 ราย ในจำนวนนี้เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาฯ 2,190 ราย หรือ 43% และปีงบประมาณ 2252 สถิติล่าสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551-สิงหาคม 2552 มีเรื่องร้องเรียนรวม 5,502 ราย ในจำนวนนี้เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาฯ 2,351 ราย หรือ 42%
- ปัญหาที่ร้องเรียนส่วนใหญ่
ปัญหาร้องเรียนที่พบมากที่สุด คือ 1) ปัญหาการไม่โอนกรรมสิทธิ์ 2) ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุในสัญญา และ 3) ต้องการเงินจองและเงินดาวน์คืน เพราะไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากสถาบัน การเงินเนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตามเมื่อถึงขั้นตอนที่ สคบ.เรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาไกล่เกลี่ย ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะได้รับเงินคืน
- ถ้าจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องคืนเงินลูกค้ากรณีกู้ไม่ผ่าน
สิ่งที่ สคบ.พบคือผู้ประกอบการธุรกิจและผู้บริโภคมักใช้วิธีตกลงกันด้วยคำพูด แต่ตามหลักแล้วควรให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรจะดีที่สุด เพราะเมื่อขึ้นศาลแล้วจะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การจะบังคับให้ต้องระบุไว้ในสัญญาว่าจะต้องคืนเงินจองหรือเงินดาวน์ให้กับผู้บริโภคกรณีกู้ไม่ผ่านนั้น อาจจะเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ประกอบการ เกินไป และตามเงื่อนไขการจะควบคุมข้อความสัญญาจะต้องจัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดก่อน
- โครงการขนาดใหญ่ก็มีร้องเรียนเข้ามาหลายแห่ง
ก็มีเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่พบลักษณะเป็นการกล่าวอ้างกันของ 2 ฝ่าย ยกตัวอย่างฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจก็อ้างว่า ผู้บริโภคไม่พอใจบริการและต้องการขอยกเลิกสัญญา ก็หาเหตุผลต่าง ๆ ทางฝ่ายผู้ร้องเรียนก็อ้างว่าโครงการชำรุดบกพร่อง โอนกรรมสิทธิ์ หรือก่อสร้างไม่ทันตามกำหนด เป็นเหตุให้ต้องการขอยกเลิกสัญญา
ส่วนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินส่วนกลาง การจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด การเรียกเก็บค่าส่วนกลางไม่เป็นธรรม นิติบุคคล อาคารชุดไม่จัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
- เคสแม่ของโดม ปกรณ์ ลัม ที่ร้องเรียนเกี่ยวกับการปลูกสร้างบ้าน
เคสนี้เดิมมาร้องเรียนที่ สคบ. และ เราเห็นว่ามีแนวโน้มเข้าข่าย "ฉ้อโกง"ก็แนะนำให้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะ สคบ.ไม่มีอำนาจตามจับผู้ถูก ร้องเรียน อย่างไรก็ตาม รับจ้างเหมาก่อสร้างบ้านตอนนี้ค่อนข้างมีปัญหาร้องเรียนเข้ามาพอสมควร ที่มักมีปัญหาคือบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงส่วนใหญ่ใช้วิธีลงโฆษณาเป็นคอลัมน์เล็ก ๆ ตามสื่อต่าง ๆ คิดค่าจ้างราคาถูก เมื่อตรวจสอบปรากฏว่าไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
บางครั้งรับเงินงวดแรกไปแล้วปิดบริษัทหนีก็มี การร้องเรียนกับ สคบ.ก็จะดำเนินการเรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจาเพื่อ รับทราบว่ามีการผิดสัญญา แต่ก็ทำได้กรณีที่ผู้ประกอบการยังมีตัวตน เมื่อเรียกมาไกล่เกลี่ยกรณีที่ตกลงกันได้ก็ขึ้นอยู่กับ ผู้บริโภคว่ายินดีจะว่าจ้างต่อหรือจะยกเลิกสัญญาก็ได้
- ที่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาพอสมควร เพราะบทลงโทษอ่อนไปหรือไม่
โดยอำนาจแล้วกรณีผู้ประกอบการละเมิดสัญญา สคบ.ไม่มีอำนาจหรือบทลงโทษ แต่สามารถดำเนินการส่ง ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อตัดสินดำเนินคดี อย่างไรก็ตามการร้องเรียนเกี่ยวกับรับเหมาจ้างก่อสร้างบ้าน ส่วนใหญ่เมื่อเรียกมาไกล่เกลี่ยแล้วจะไม่เจอตัวผู้ประกอบการ สิ่งที่ สคบ.ทำคือพยายามประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภครับรู้ว่าการว่าจ้างก่อสร้างบ้านมีโอกาสจะถูกฉ้อโกงได้
เพราะในช่วงที่ทำสัญญาตกลงราคากันไปจนถึงการก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จใช้ระยะเวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี ระหว่างนี้วัสดุก่อสร้างอาจปรับขึ้นราคาหรือเกิดปัญหาแรงงานขาดแคลน อาจเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการทิ้งงานหรือปิดกิจการ
- ความคืบหน้าการควบคุมสัญญาว่าจ้างก่อสร้างบ้าน
ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน คือ เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีมติว่าจะให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างบ้านเป็นธุรกิจที่ต้องควบคุมสัญญา (ควบคุมข้อความในสัญญา) จะดำเนินการจัดประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ขั้นตอนนี้อาจยกตัวอย่างว่าในรายละเอียดสัญญาควรหรือไม่ควรระบุข้อความอะไรบ้างเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นกัน
จากนั้นก็ดำเนินการยกร่างตามที่ประชุมสัมมนาให้ความคิดเห็น และเสนอคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาพิจารณา จากนั้นอาจจะเวียนประกาศดังกล่าวให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาอีกครั้ง และสุดท้ายคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะประกาศเป็นกฎหมายว่าการรับจ้างก่อสร้างบ้านเป็นธุรกิจที่ต้องควบคุมสัญญา คาดว่าจะสามารถผลักดันเป็นรูปธรรมได้ภายใน ปี 2553 อย่างไรก็ตามการควบคุมข้อความบางอย่าง เช่น การกำหนดระยะเวลา เปอร์เซ็นต์การจ่ายเงินงวดค่าก่อสร้าง ฯลฯ คงไม่สามารถทำได้เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเกินไป
- บทลงโทษกรณีฝ่าฝืน
จำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีที่ไม่ได้ระบุหรือปฏิบัติตามสัญญาที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาประกาศไว้ หากนำเรื่องเข้าสู่ชั้นศาลจะถือว่าในสัญญานั้นมีข้อความตามที่บังคับไว้ในประกาศ
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.prachachat.net/