ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค/ธ.ทหารไทย | decha.com
X Close ปิดเองอัตโนมัติภายใน  30 วินาที
452

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน สถาบันการเงิน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700

อ่านต่อได้ที่นี่

3120

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700

อ่านต่อได้ที่นี่

576

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 \"อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล\"

อ่านต่อได้ที่นี่

รับแปลเอกสารต่างๆ

อ่านต่อได้ที่นี่

ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค/ธ.ทหารไทย

  • ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค


                                                                                                          ศาล  แพ่ง

    ธนาคาร  ทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยนาย พ.  ผู้รับมอบอำนาจช่วง โจทก์

    นาย น.                                                                                                    จำเลย

    เรื่อง ผิดสัญญา, เรียกให้ชำระหนี้
    จำนวนทุนทรัพย์ 54,116  บาท  76  สตางค์

          ข้อ 1  โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภท  บริษัทมหาชน  จำกัด ใช้ชื่อว่า .....มีนาย ภ.  เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท  กระทำการในนามโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัท  (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1)
          ในการฟ้องและดำเนินคดี  โจทก์ได้มอบอำนาจให้นาย อ. เป็นผู้มีอำนาจให้อำนาจฟ้องและดำเนินการแทนโจทก์  ตลอดจนมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้  ซึ่งในการฟ้องและดำเนินคดีนี้  นาย อ. ผู้มอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้  นาย พ.  กับพวกรวม 17 คน เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทน  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ(เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 และ 3 )
          ข้อ 2  โจทก์ประกอบกิจการธนาคารและให้สินเชื่อบัตรเครดิตวีซ่าการ์ด ,มาสเตอร์การ์ด บัตรขวัญนครฯ แก่บุคคลททั่วไป  เมื่ออนุมัติเงินสินเชื่อบัตรเครดิตแล้ว  ก็จะออกบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้าเพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการ
          เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550  จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกบัตรธนาคาร ทหารไทย วีซ่าการ์ดกับธนาคารฯ  โดยผ่านทางสาขาหรือตัวแทนของธนาคารฯ  มายังสำนักงานใหญ่เพื่อตรวจสอบอนุมัติหรือไม่อนุมัติต่อไป  ซึ่งธนาคารฯ ตกลงรับจำเลยเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต  โดยออกบัตรเครดิต  หมายเลข 4518-2430-1458-0008  ให้แก่จำเลย  ซึ่งเมื่อจำเลยได้รับบัตรเครดิตแล้วจำเลยยังไม่สามารถใช้บัตรดังกล่าวได้จนกว่าจำเลนจะติดต่อกลับมายังธนาคารสำนักงานใหญ่  เพื่อยืนยันว่าได้รับบัตรเครดิตและได้ตรวจสอบกับทางธนาคารฯว่า  เป็นเจ้าของบัตรที่แท้จริง  ธนาคารฯ  จึงจะเปิดบัตรให้สามารถใช้ได้  ซึ่งบัตรดังกล่าวจำเลยสามารถนำไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการจากสถานประกอบการที่มีข้อตกลงกับโจทก์  โดยใช้บัตรแทนการชำระเงินสดค่าซื้อสินค้า  ค่าบริการต่าง ๆ และใช้บัตรประกอบรหัสประจำตัวในการเบิก-ถอนเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติจากสถาบันการเงินที่มีข้อตกลงกับโจทก์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  โดยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดในอัตราร้อยละ 3 ของจำนวนเงินที่เบิกถอนต่อครั้งและเมื่อโจทก์ได้ออกเงินชำระแทนจำเลยให้กับสถานประกอบการค้าต่าง ๆ ไปแล้วโจทก์จะจัดทำใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตของจำเลยส่งได้แจ้งให้ไว้  ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน  เพื่อให้จำเลยได้ตรวจสอบรายการใช้บัตรพากพบรายการที่ไม่ถูกต้อง  ทำจากทักท้วงภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต  หากจำเลยหรือผู้ถือบัตรมิได้โต้แย้งหรือทักท้วงในเวลาดังกล่าว  ให้ถือว่าจำเลยยอมรับรายการดังกล่าวถูกต้องแล้ว  และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระตามจำนวนที่ระบุในใบแจ้งยอดการใช้จ่ายแล้วแต่กรณีว่าจะให้ตดบัญชีเงินฝากของจำเลยหรือว่าชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในใบแจ้งยอดการใช้จ่ายแล้วแต่กรณี  จะให้ตัดบัญชีเงินฝากของจำเลยหรือว่าชำระด้วยเงินสดหรือตัดกับระบบเงินกู้เบิกเกินบัญชี  หากจำเลยไม่สามารถชำระเงินตามรายการแจ้งยอดการใช้จ่ายให้ครบถ้วนในคราวเดียวได้จำเลยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินคงค้างตั้งแต่วันที่ออกใบแจ้งยอดจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน  ในอัตราดอกเบี้ย MRR + 10 ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี)  หรือตามประกาศของธนาคารโจทก์ที่ปรับเปลี่ยนแต่ละช่วงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาต  อีกทั้งจำเลยยินยอมให้โจทก์คิดค่าปรับหนี้ค้างชำระหรือชำระล่าช้าครั้งละ 100  บาท   และจำเลยยินยอมที่จะปฏิบัติตามสัญญาและเงื่อนไขที่มีอยู่หรือที่โจทก์จะประกาศแจ้งให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง  รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายใบสมัครสมาชิกบัตรพร้อมระเบียบและเงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิต (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และ 5)
          ข้อ 3  ต่อมาในระหว่างวันที่ 20  มิถุนายน 2550  ถึงเมื่อวันที่ 26  กุมภาพันธ์ 2551  จำเลยได้นำบัตรเครดิตดังกล่าวที่โจทก์ออกไปใช้แทนการชำระเงินสดค่าซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ  ตลอดถึงการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ  ซึ่งโจทก์โดยสำนักงานใหญ่ได้ชำระแทนจำเลยให้แก่สถานประกอบการค้าต่าง ๆ  ไปแล้ว  และฝ่ายบัตรเครดิตของสำนักงานใหญ่จะส่งแจ้งยอดการใช้จ่ายรายเดือนตามรายการต่าง ๆ ที่จำเลยได้ไปใช้เรียกเก็บเงินจากจำเลยตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2550  เป็นต้นมา  แต่จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนสำหรับยอดหนี้ที่ค้างชำระในแต่ละเดือน  โจทก์ได้คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมผิดนัด  ตามอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบและเงื่อนไขในการใช้บัตร  โดยคำนวณยอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 20  พฤษภาคม 2551  แยกเป็นต้นเงินจำนวน 49,022.90  บาท  เป็นดอกเบี้ยจำนวน  2,407.67 บาท  รวมทั้งสิ้นจำนวน 51,430.57  บาท  ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2551  แต่จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์จนเสร็จสิ้นแต่อย่างใด  รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายใบแจ้งยอดการใช้จ่ายรายเดือนและตารางใยบันทึกรายการยอดหนี้ (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 และ 7)
          ดังนั้น  จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 51,430.57  บาท  พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18  ต่อปี  จากต้นเงินจำนวน 49,022.90 บาท  นับแต่วันที่ 21  พฤษภาคม 2551  เป็นเงินจำนวน 2,686.19  บาท  รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้นจำนวน 54,116.76  บาท  รายละเอียดปรากฏตามตารางคำนวณทุนทรัพย์เครดิตการ์ด (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8)
     ในการคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวโจทก์อาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและตามประกาศธนาคารของโจทก์  ปรากฏภาพถ่ายประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 และ 10  ตามลำดับ)
          ก่อนฟ้องเป็นคดีนี้โจทก์ได้ติดตามทวงถามทางโทรศัพท์หลาย ๆ ครั้ง หลังสุดโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลย  แต่จำเลยก็ยังคงเพิกเฉยอยู่  รายละเอียดปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (เอกสารท้ายคำฟ้อง หมายเลข 11)
          โจทก์ไม่มีทางอื่นที่จะบังคับชำระหนี้เอากับจำเลยได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล  เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งต่อไป
                                                                            ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
     

    คำขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค
     ขอศาลโปรดออกหมายเรียกจำเลยพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
          1.  ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 54,116.76  บาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ  18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 49,022.90  บาท  นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

     

" บทความและคำแนะนำของทนายคลายทุกข์เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่ "


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  •    
    ชื่อ
    เมล์
    ความคิดเห็น
    ตัวเลขที่เห็น
     แจ้งทาง e-mail เมื่อมีผู้ตอบกระทู้นี้

เข้าสู่ระบบ

คุณสามารถ สมัครสมาชิกได้ที่นี่...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุดในหมวด

ข่าวที่ถูกค้นมากที่สุดในหมวด