งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ลูกจ้างโรงงานถูกเลิกจ้างปิดทางเข้าโรงงานร้องขอค่าชดเชย
คดีล้นศาลแรงงาน ลูกจ้าง 500
คนปักหลักประท้วงหน้าโรงงานในนิคมโรจนะอยุธยา หลังถูกเลิกจ้างกะทันหัน
เรียกร้องผู้บริหารมาเจรจาเงินชดเชย เตรียมยกขบวนร้องผู้ว่าฯช่วย
ขณะที่หลายบริษัททยอยเลิกจ้างอีก 1,500 คน ล่าสุดม็อบบุกปิดทางเข้าออกโรงงาน
จนผู้บริหารยอมจ่ายเงินชดเชยให้ตามที่เรียกร้อง 60-120 วัน
พร้อมนัดให้มารับเงินในวันที่ 11 ธ.ค. ที่สำนักงาน สวัสดิการและแรงงานกรุงเก่า
ขณะที่สภาองค์กรลูกจ้างเผยอยุธยาแชมป์ปลดคนงาน
จากกรณีบริษัท เอ็มแอนด์เจ เทคโนโลยี จำกัด
บริษัทญี่ปุ่นผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออก สวนอุตสาหกรรมโรจนะ โซนอี ม.5
ต.อุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ไล่ลูกจ้างซับคอนแทร็กต์ออกจำนวน 1 พันคน สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกจ้างเป็นอย่างยิ่ง
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านหน้าโรงงานบริษัท เอ็มแอนด์เจ เทคโนโลยี จำกัด เลขที่ 40/36 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ
ลูกจ้างกว่า 500 คน ที่ถูกไล่ออกจากงานแบบกะทันหัน
โดยคนงานที่ถูกไล่ออกเป็นคนงานจากบริษัทซับคอนแทร็กต์
จำนวน 12 แห่ง ที่ส่งเข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้ไม่เกิน 1 ปี ชุมนุมกันใช้โทรโข่งปราศรัยโจมตีผู้บริหารบริษัทเอ็มแอนด์เจฯ และบริษัทซับคอนแทร็กต์ที่เป็นนายจ้างให้รับผิดชอบ
ท่ามกลางแดดร้อนอบอ้าว โดยมีตำรวจ สภ.อุทัย
และรถดับเพลิงของสวนอุตสาหกรรม โรจนะ มาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์
น.ส.
นาง
นาง
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า
นอกจากนี้ยังมีบริษัทชื่อดังในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์อย่างน้อยอีก 4 แห่ง ปลดคนงานรวมกว่า 1,500
คนแล้ว เช่น บริษัท นิเด็ค อิเล็กโทรนิกส์
(ประเทศไทย) จำกัด ปลดคนงาน 1,000 คน, บริษัท ไพโอเนียร์
แมนูเฟคเจอร์ริ่ง (ไทย) จำกัด ปลดคนงาน 100 คน
ขณะเดียวกันพบว่าบริษัท A.G.C. (ประเทศไทย) จำกัด
ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ที่มีคนงานจำนวน 3,000 คน
เกิดกระแสข่าวว่าจะปิดโรงงานและปลดคนงานทั้งหมด
เพราะปกติช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่โรงงานจะหยุดให้ตั้งแต่วันที่ 30-31 ธ.ค.เป็นต้นไป
แต่ปีนี้กลับมีประกาศติดหน้าโรงงานให้หยุดตั้งแต่วันที่ 25
ธ.ค.เป็นต้นไปจนกว่าจะพ้นเทศกาลปีใหม่
ทำให้คนงานหวั่นว่าโรงงานจะไม่เปิดต่อหลังผ่านเทศกาลปีใหม่
นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัท เอ็มแอนด์เจ
เทคโน โลยี จำกัด
ที่ปลดคนงานออก 1,000 คน นอกจากจะผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกนอกแล้ว
ยังเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้บริษัท เวสเทิร์ล์
ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน
ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนาดใหญ่คนงานกว่า 20,000 คน ซึ่งพบว่าสภาพผลประกอบการชะลอตัว
เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน พบว่าคนงานจำนวนกว่า
500 คน ที่ถูกปลดออกได้ฮือปิดทางเข้าออกโรงงานทุกด้าน โดยห้ามรถทุกชนิดเข้าออก
และห้ามลูกจ้างเข้าออกโรงงานให้เฉพาะลูกจ้างที่ตั้งท้องเข้าออกเท่านั้น
ทำให้ผู้บริหารของบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต้องติดค้างอยู่ภายในโรงงาน
และคนงานที่ทำงานอยู่ 700 คน ที่เป็นลูกจ้างประจำเข้าทำงานอยู่ไม่สามารถออกจากโรงงานได้
โดยมีการปราศรัยโจมตีผู้บริหารโรงงาน
รวมทั้งส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่มาดูแลและให้ความช่วยเหลือ
น.ส.
นาย
ขณะรายงานข่าวผลการเจรจาเบื้องต้นทางบริษัทกับเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดและตัวแทนของลูกจ้างที่เข้าไปเจรจามีความคืบหน้าว่าจะมีการจ่ายเงินตามข้อเรียกร้องแต่ยังอยู่ในส่วนของรายละเอียดซึ่งลูกจ้างทั้งหมดยังไม่ยอมเปิดทางเข้าออกโรงงานเพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมาให้คำตอบอย่างชัดเจน
ต่อมาเวลา 19.00 น. น.ส.
หลังจากที่คนงานได้รับฟังผลการเจรจาแล้วได้เลิกปิดทางเข้าออกและแยกย้ายกับกลับบ้าน
หลังจากที่ประท้วงต่อเนื่องมานานกว่า 24 ช.ม.ที่หน้าโรงงาน
โดยทางผู้บริหารใจดีจัดรถรับส่งให้ถึงที่พักคนงาน สร้างความพอใจให้กับลูกจ้างทั้งหมด
วันเดียวกัน นาง
"ถ้าเปรียบเทียบข้อมูลในอดีต
ในช่วงที่เกิดภาวะต้มยำกุ้งปี "40 เกิดภาวะว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.4
ล้านคน และมีอัตราการว่างงานถึง 4.4% ขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ว่างงาน 450,000 คน
หรืออัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเท่ากับครั้งเกิดภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งหรือไม่
สำนักงานสถิติแห่งชาติจะติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด" นางธนนุชกล่าว
ทั้งนี้ สสช.คาดว่า
ในปี "52 จำนวนผู้ว่างงานอาจสูงถึง 1 ล้านคน จากปัจจุบันที่ว่างงานอยู่แล้ว
450,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 500,000-600,000 คน
เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและการปิดสนามบิน
ซึ่งภาครัฐต้องเร่งติดตามและเฝ้าระวังการปลดแรงงานอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 300,000 คน ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.52
โดยรัฐบาลต้องเร่งสร้างงานใหม่รองรับแรงงานที่จบใหม่กลุ่มนี้ให้ทันเวลา
ซึ่งมั่นใจว่าภาคการเกษตรจะสามารถรองรับแรงงานได้เป็นอย่างดี
แต่ภาครัฐต้องมีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรอย่างครบวงจร
ส่วนการมีงานทำในภาคอุตสาหกรรมการโรงแรมและที่พัก
หลังเกิดเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง และความขัดแย้งทางการเมือง
พบว่า ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในธุรกิจโรงแรมและที่พักจำนวน 260,000 คน
ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตกงานในปี "52 โดยธุรกิจโรงแรมและที่พักที่มีแรงงานจำนวน
50-200 คน มีการจ้างงานเหลือเพียง 100,000 คน ลดลง 33,000 คน ส่วนธุรกิจที่มีแรงงานไม่เกิน
50 คน มีการจ้างงานเหลือเพียง 70,000 คน ลดลงจากเดิม 20,900 คน
ส่วนโรงแรมและที่พักที่มีแรงงานตั้งแต่
200 คนขึ้นไป แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกมากนัก
เพราะจำนวนการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 คน จากที่มีอยู่ 80,000 คน
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ปิดสนามบินทำให้แรงงานที่อยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่
กลางและเล็กอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการตกงาน
ส่วนจะมีการปลดคนงานมากน้อยเพียงใดคงต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของสถานประกอบการว่าจะแบกรับต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกันแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น
ร้านอาหารและภัตตาคาร และการขนส่งอีกหลายแสนคน เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างในอนาคตเช่นกัน
ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด