เล็งเก็บภาษีเอสเอ็มเอส|เล็งเก็บภาษีเอสเอ็มเอส

เล็งเก็บภาษีเอสเอ็มเอส

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

เล็งเก็บภาษีเอสเอ็มเอส

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

บทความวันที่ 19 พ.ย. 2551, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 309 ครั้ง


เล็งเก็บภาษีเอสเอ็มเอส

เล็งเก็บภาษีเอสเอ็มเอส

 

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (19 พ.ย.) เพื่อขยายระยะเวลาในมาตรการปรับลดภาษีธุรกิจเฉพาะลงเหลือ 0.11% จาก 3.3% และลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงค่าจดจำนองจาก 2% เหลือ 0.01% ให้แก่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะหมดอายุในเดือน มี.ค.ปีหน้า ออกไปอีก 1 ปี หรือจะหมดอายุลงในเดือน มี.ค.ปี 2553 มีผลทำให้ รายได้กระทรวงการคลังหายไป 14,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ของกระทรวงมหาดไทยหายไป 16,000 ล้านบาท 

 

นอกจากนี้ ก่อนการประชุม ครม.ครั้งหน้า กระทรวงการคลังจะเสนอให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 5% จากอัตราที่จัดเก็บอยู่ 30% เหลือ 25% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 37% จะปรับลดลงในอัตราเดียวกันคือ 5% เพื่อสร้างความสามารถในระยะยาวให้แก่ภาคธุรกิจ และประชาชนโดยรวม 

 

ทั้งนี้ การปรับลดอัตราภาษีข้างต้นจะควบคุมไม่ให้การขาดดุลงบประมาณสูงเกินกว่าเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ 400,000 ล้านบาท หรือหากจะเกินโดยความจำเป็น ก็จะไม่มากเกินไป อย่างไร ก็ตาม นายสุชาติกล่าวว่า ภาวะการขาดดุลในงบ ประมาณปีหน้า อาจจะมีสูงมาก เพราะรายได้จากการจัดเก็บภาษีไม่เข้าเป้าหลายรายการด้วยเหตุที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงตามลำดับ กระทรวงการคลังจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า การปรับลดอัตราภาษีจะคุ้มค่า และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับมามากพอหรือไม่

 

สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาว่าอาจจะต้องปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันลงอีก 2.5% จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 25% ต่ำกว่าบริษัทที่อยู่นอกตลาดที่ถูกจัดเก็บอยู่ 30% และได้รับการขยายระยะเวลาการลดหย่อนออกไปอีก 1 ปี จนถึงเดือน มี.ค.ปี 2553 เพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างๆเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการสร้างความสามารถในการทำกำไรให้แก่บริษัทต่างๆ โดยเชื่อว่าไม่เกิน 2-3 ปี รายได้ที่เกิดขึ้นกับประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นมาก

 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กระทรวงการคลังยังมีแผนปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออุดช่องว่าง และทดแทนรายได้การจัดเก็บภาษีที่หายไปจากการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดาราว 50,000 ล้านบาท โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตกับสินค้า และบริการประเภทต่างๆเกือบ 10 รายการด้วย เช่น ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ซึ่งจะเสนอให้ ครม.กลับไปจัดเก็บในอัตราเดิม และปรับขึ้นไปอีกลิตรละ 1 บาทในปีหน้า ส่วนสินค้า และบริการอื่นๆที่จะอยู่ในบัญชีเดียวกันกับการขอปรับขึ้นอัตราภาษี ได้แก่ กาแฟ ชาเขียว น้ำมัน เครื่องอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ เกมออนไลน์ โรงภาพยนตร์ ผับ-ดิสโกเธค การจัดคอนเสิร์ตต่างๆ และธุรกิจให้บริการส่ง/ฝากข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์ มือถือ (เอสเอ็มเอส) ซึ่งมีรายได้ปีละมากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นต้น

 

ด้านนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกฯ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ วันเดียวกันว่า ได้เชิญบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ทั้งพาณิชย์ การค้าอุตสาหกรรม การเงิน ตลาดทุน และนักวิชาการ รวม 17 คน เข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของตนเอง โดยครั้งนี้เป็นการประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังจากนี้จะหารือร่วมกันทุก 2 สัปดาห์ เพื่อให้คำแนะนำ คำปรึกษา และเป็นกำลังหลักสำคัญที่จะช่วยผลักดันมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่มีข้อจำกัด

 

สำหรับรายชื่อคณะที่ปรึกษาชุดนี้ ประกอบไปด้วย นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา, นายพนัส สิมะเสียร, นายณรงค์ชัย อัครเศรณี, นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์, นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม, นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์, นายประมนต์ สุธีวงศ์, นายสันติ วิลาสศักดานนท์, นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา, นายศิริ การเจริญดี, นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, นายสำราญ ภูอนันตานนท์, นายพิษณุ เหรียญมหาสาร, นายสมพร อิศวิลานนท์, นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายคณิศ แสงสุพรรณ และนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

 

ในการหารือครั้งนี้ ได้พิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจไทย และรับฟังความคืบหน้าใน 6 มาตรการรองรับปัญหาวิกฤติการเงินโลกของรัฐบาลเพื่อพิจารณาว่ายังมีข้อติดขัดหรือปัญหาส่วนใด โดยเชื่อว่ายังรองรับปัญหาได้ แม้ว่าผลขาดทุนของสถาบันการ เงินต่างประเทศในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 960,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 33.12 ล้านล้านบาท (34.50 บาทต่อดอลลาร์) แล้วก็ตาม.  

ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก