พิพากษายกฟ้อง“หมอไพศาล” คดี\"รวีวรรณ\"ฟ้องข้อหาฉ้อโกง|พิพากษายกฟ้อง“หมอไพศาล” คดี\"รวีวรรณ\"ฟ้องข้อหาฉ้อโกง

พิพากษายกฟ้อง“หมอไพศาล” คดี\"รวีวรรณ\"ฟ้องข้อหาฉ้อโกง

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

พิพากษายกฟ้อง“หมอไพศาล” คดี\"รวีวรรณ\"ฟ้องข้อหาฉ้อโกง

ศาลพิพากษายกฟ้อง“หมอไพศาล ไบโอคลินิก” ไม่ผิดฉ้อโกงประชาชน-กระทำการประมาทให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส

บทความวันที่ 17 พ.ย. 2551, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 1621 ครั้ง


พิพากษายกฟ้อง“หมอไพศาล” คดี"รวีวรรณ"ฟ้องข้อหาฉ้อโกง

พิพากษายกฟ้องหมอไพศาลคดี"รวีวรรณ"ฟ้องข้อหาฉ้อโกง

 

 

ศาลพิพากษายกฟ้องหมอไพศาล ไบโอคลินิกไม่ผิดฉ้อโกงประชาชน-กระทำการประมาทให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังถูกรวิวรรณยื่นฟ้องต้องเสียโฉมจากการศัลยกรรมจมูก-ใต้ตา พยานโจทก์ไร้น้ำหนัก ศาลเชื่อหมอไพศาลรักษาตามหลักการแพทย์ เจ้าตัว ยิ้มออก บอกดีใจ ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม

 

ที่ห้องพิจารณาคดี 703 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 17 พ.ย.51 เวลา 10.00 น. ศาลมีคำพิพากษาคดีดำหมายเลขที่ อ.4754 / 2549 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 8 โจทก์ , นางระวีวรรณ เสตะรัต ( เสียชีวิตแล้ว) ผู้เสียหายจากการศัลยกรรมใบหน้า โจทก์ร่วมที่ 1 และนายเจษฎา วิวัฒนานุกูล บุตรชายนางรวิวรรณ โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฟ้อง นพ.ไพศาล หรือ กวีวัธน์ เฮงสวัสดิ์ อายุ 43 ปี เจ้าของสถาบันเสริมความงามไบโอคลินิก ย่านดอนเมือง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และกระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

 

ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.49 บรรยายความผิดสรุปว่า ระหว่างเดือน เม.ย. 2546 - มี.ค. 2548 จำเลยทุจริตหลอกลวงประชาชนที่มีความประสงค์จะทำศัลยกรรมเสริมความงาม ด้วยโฆษณา ด้วยวิธีการเทคนิคพิเศษใช้สารไบโอศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา ( อย.) กระทั่งทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียง การกรทำของจำเลยจึงเป็นการฉ้อโกงประชาชนและผู้เสียหายเหตุเกิดที่แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 , 341 และ 343 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ และโจทก์ร่วม แล้วเห็นว่า เมื่อเดือน เม.ย.46 โจทก์ร่วมไปพบจำเลย เพื่อปรึกษาศัลยกรรมที่บริเวณจมูก และใต้ตา โดยเมื่อเดือน มี.ค.48 พบอาการผิดปกติที่บริเวณตามีสีคล้ำ ลึกโบ๋ และแข็งเป็นไต โดยโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่เข้ารับบริการศัลยกรรม ได้สอบถามจำเลยว่าใช้สารซิลิโคนหรือไม่หากมีการใช้สารซิลิโคนโจทก์ร่วมจะไม่เข้ารับศัลยกรรม

 

ซึ่งจำเลยบอกว่า วิธีการไบโอเทคนิค เป็นการใช้สารนำเข้าจากต่างประเทศเรียกว่าสารไบโอพลาสติก ที่ดีกว่า ซิลิโคนแท่ง ซึ่งหากเกิดปัญหาสามารถแก้ไขได้ แต่เมื่อเดือน มี.ค.48 โจทก์ร่วมได้รับชมรายการถึงลูกถึงคนซึ่งจำเลยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารไบโอ แตกต่างจากที่บอกให้โจทก์ร่วมฟังว่าเป็นซิลิโคนเหลว ซึ่งหากโจทก์รู้ก่อนหน้านี้ว่าเป็นสารที่ฉีดเป็นซิลิโคน ก็จะไม่เข้ารับบริการศัลยกรรม

 

ขณะที่จำเลย ให้การปฏิเสธโดยตลอดว่า ไม่ได้ทำหลอกลวงโจทก์ร่วม ซึ่งการรักษาไม่มีการทำข้อตกลงกันไว้ และในการศัลยกรรมแจ้งให้โจทก์ทราบว่าการทำไบโอ คือวิธีการทางเทคนิคที่จะฉีดสารซิลิโคนเม็ดที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งทำให้ละลายเป็นของเหลวแล้วฉีดเข้าได้เลย หากไม่พอใจสามารถเอาออกได้ และก่อนการเข้ารับบริการได้นำแผ่นพับมาสอบถามจำเลยเกี่ยวกับว่า วิธีการที่ใช้มีราคาแตกต่างกับการใช้ซิลิโคนที่โจทก์ร่วมเคยทำศัลยกรรมมาแล้วอย่างไร

 

ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ร่วมมุ่งประสงค์ที่จะสอบถามเรื่องการใช้ซิลิโคนเพราะเห็นว่ามีราคาที่แตกต่างกันกับวิธีการไบโอ มากกว่าการที่โจทก์ร่วมจะไม่เข้ารับบริการหากรู้ว่าใช้ซิลิโคน รูปคดีจึงเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วม นำแผ่นพับโฆษณาวิธีการศัยลกรรม มาเพื่อขอปรับลดราคา พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังไม่มีความเชื่อถือ

 

ส่วนที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วม ระบุว่า มีการระบุภาพและข้อความในแผ่นพับว่า วิธีการใช้สารไบโอฉีดเพื่อศัลยกรรม ได้รับการยอมรับจากสถาบันในอเมริกาและยุโรป ทั้งที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สถานบริการจำเลย และผู้รับจ้างพิมพ์แผ่นพับ เบิกความสอดคล้องว่า ครั้งแรกได้มีการพิมพ์แผ่นพับตัวอย่าง 20 ฉบับ มาให้เมื่อปี 2544 แต่ภายหลังเมื่อมีการตรวจสอบแล้วพบว่า มีการใช้รูปภาพบางรูปที่ไม่เหมาะสมจึงให้มีการแก้ไขและพิมพ์แผ่นพับใหม่จำนวน 10,000 ฉบับ

 

ซึ่งจากคำเบิกความของโจทก์ร่วม ได้ความเพียงว่า โจทก์ร่วมได้รับแผ่นพับจากที่เข้าไปพบจำเลยที่สถานบริการ แต่โจทก์ไม่มีพยานอื่นเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยได้นำแผ่นพับที่ยังไม่ได้แก้ไขแจกจ่ายให้ประชาชนโดยทั่วไป พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังไม่ได้จำเลยกระทำการฉ้อโกงประชานโดยปกปิดความจริงที่ควรแจ้งและได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วม รูปคดีจึงเชื่อได้ตามทางนำสืบของจำเลย

 

ส่วนความผิดฐานกระทำการประมาทให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ศาลเห็นว่า โจทก์ร่วม เบิกความ ระหว่างที่ได้รับบริการฉีดสารไบโอแล้ว ได้เข้ารับการฉีดเลเซอร์รักษาฝ้าที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ขณะที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมและพยานจำเลย ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการศัลยกรรม เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า ในการศัลยกรรมด้วยการฉีดสารซิลิโคนเหลว

 

หากต้องทำการแก้ไขแพทย์ต้องขูดซิลิโคนที่ติดเนื้อเยื่อออกซึ่งจะขูดออกปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้บริการ ซึ่งหลังจากมีการผ่าตัดแก้ไขการศัลยกรรม 1 สัปดาห์จะเกิดอาการบวมอักเสบได้ ซึ่งการรักษาต้องพักฟื้นนาน 6 เดือนถึง 2 ปี จึงจะเป็นปกติและหลังจากการศัลยกรรมจะผ่าตัดใหม่ได้ต้องพักฟื้นมาก่อน 6 เดือน โดยหลังจากมีการผ่าตัดแก้ไขการศัลยกรรมแล้วหากมีการยิงเลเซอร์ศัลยกรรมอีกจะเป็นการรบกวนเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว แล้วจะทำให้บวมอักเสบ มีสีคล้ำและเนื้อเยื่อแข็งเป็นไตได้ลักษณะคล้ายกับอาการของโจทก์ร่วมได้

 

ขณะที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า การศัลยกรรมให้โจทก์ร่วม เมื่อพบว่าต้องการให้มีการแก้ไข จำเลยได้แก้ไขนำเอาซิลิโคนที่พบบริเวณเนื้อเยื่อใต้ตาออกให้ แต่โจทก์ร่วมไม่เคยแจ้งให้ทราบว่าระหว่างนั้นได้รับการฉีดเรเซอร์รักษาฝ้ากับแพทย์ที่อื่นมาก่อน จึงเห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยมีเหตุผลน่าเชื่อถือกว่าพยานโจทก์ว่าการผ่าตัดของจำเลยน่าจะได้มาตรฐานทางการแพทย์ จึงพิพากษายกฟ้อง

 

ภายหลังฟังคำพิพากษา นพ.ไพศาล กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ชนะคดี และขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม ซึ่งตนมั่นใจว่าวิธีการศัลยกรรมที่ทำไปนั้นถูกต้องแล้ว ส่วนคดีที่ตกเป็นผู้ต้องหาจ้างวานฆ่า นางรวิวรรณ นั้นเป็นการถูกจับตามหมายจับซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าตนกระทำผิด เนื่องจากมีพยานระบุว่าได้ยิน ตนตะโกนสั่งน้องชายหน้าคลินิคให้ไปยิงนางรวิวรรณ ซึ่งตนขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ก่อนหน้านี้ที่ตนไม่ได้ออกมาพูดเนื่องจาก ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงฉุกละหุกจึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้ สำหรับข้อหาพกอาวุธปืนนั้นเพราะการกล่าวหาผู้ต้องหารายอื่น ส่วนตนขอปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกจับในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นพ.ไพศาล เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับญาติฝ่ายหญิง 2 คน และผู้ติดตาม 1 คน ขณะที่เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว นพ.ไพศาล มีสีหน้าที่สดชื่นขึ้นมาทันที แตกต่างจากขณะรอฟังคำพิพากษาที่มีสีหน้าเรียบเฉย เงียบขรึม

 

ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

 

 

 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก