งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ผบ.ทบ.ลั่น"ถ้าผมเป็นนายกฯก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม"
\
(16ต.ค.)"พล.อ.อนุพงษ์"ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ
เหตุสั่งยิงสลายชุมนุมจนบาดเจ็บ
ล้มตาย ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งไม่จบ
ถ้าผลสอบออกมาชัดรัฐบาลสั่ง
ต้องยุบสภาหรือลาออก
เชื่อรัฐบาลเป็นผู้สั่งการ
ลั่น"ถ้าผมเป็นนายกฯ
ก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
พล.อ.
นายสุรยุทธ์ถามว่าเหตุการณ์
7 ต.ค. แก๊สน้ำตาทำให้มีผู้เสียชีวิต
การตัดสินใจของตำรวจทำไมปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้
พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ตนไม่มีอะไรจะแก้ตัวเท่าที่ดูการใช้แก๊สน้ำตาไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ
กรณีที่เกิดขึ้นคงต้องไปดู
และเอาผู้เชี่ยวชาญมาดูทั้งของจีน
และสหรัฐ
มาดูอีกครั้ง
ถามว่าวันนั้นใครสั่งสลายชุมนุมเพื่อเปิดทางให้สมาชิกสภาเข้าชุมนุม
ผบ.ตร. กล่าวว่า
ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หน้าที่ของตำรวจมีผู้บังคับบัญชาคือ
นายกฯ
และกฎหมายก็บอกว่าต้องทำตาม
มติ ครม.และคำสั่งนายกฯ
วันนี้ถามว่าใครเป็นคนสั่ง
ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดีที่สุด
เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้า
7 ต.ค.
ต่อกระทั่งบ่ายค่ำ
ทำไมไม่หยุด ผบ.ตร. กล่าวว่า
ต้องเข้าใจว่าตำรวจทุกท่านเข้าใจว่าแก๊สน้ำตาไม่ทำให้ผู้บาดเจ็บ
บ่ายและเย็น ก็ต้องรอให้มีการตรวจสอบ
ขณะนี้ก็มีคณะกรรมการหลายชุด
ด้านผบ.สส.กล่าวว่า
ความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้
ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม
และมีความเข้าใจเอื้ออาทรต่อกัน
ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนำไปสู่การพัฒนา
แต่ก็อยู่ในขอบเขตความนิ่มนวล
เหตุผล กลับมาเป็นประเทศไทยเมื่อหลายๆที่ผ่านมา
เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกกี่เจเนอเรชัน
ในที่สุดคิดว่าคนไทยจะกลับมาสู่ความปรองดอง
สร้างความเจริญให้กับประเทศ
เรายึดถือองค์พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด
และเราต้องปกป้อง
แนวโน้มปัจจุบันไม่ไปสู่การประนีประนอม
ว่า ลองหันมาประนีประนอมกัน
เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
การอยู่ร่วมกันต้องมีเหตุผล
เราต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า
ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้และหลายๆ
อย่างเราต้องสามัคคี
กองทัพถูกกำหนดบทบาทตาม
รธน.50 และพรบ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
ปกป้องไว้ซึงระบอบการปกครอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข
และมีภารกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย
การป้องกันลักลอบยาเสพติด
กองทัพถูกเรียกร้องให้เลือกข้างว่าเราอยูกับประชาชน
แต่เราต้องทำตามบทบาทหน้าที่ที่รธน.กำหนดไว้
ถ้าทำนอกเหนือหน้าที่รธน. กฎหมายพรบ. รัฐบาลจะต้องเป็นผู้สั่งการ
เช่น ครูให้สอนหนังสือ
พยาบาลให้รักษาคนเจ็บ
จะให้นายแพทย์มาป้องกันประเทศเหมาะสมหรือไม่
ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็คือประชาชน
ผบ.ทบ.กล่าวว่าอยากเสนอสังคมว่าถ้าเรายังเป็นฝักฝ่ายก็จะเกิดวิกฤติไม่มีทางจะจบได้
ประเทศจะล่มจม
ทางออกของประเทศชาติ
คนไทยต้องอยู่ร่วมกัน
ความคิดเห็นก็แตกต่างได้
แต่ต้องมีจุดที่อยู่ร่วมกันได้
คนไทยต้องผ่านวิกฤตินี้โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
เขากล่าวต่อว่ามีการเรียกร้องให้กองทัพออกมาว่าถ้าปฏิวัติทำให้ปัญหาจบได้
ก็ต้องพิจารณาร่วมกันทุกภาคส่วน
แต่ทุกวันนี้พูดได้ว่าตนติดต่อสื่อหลายส่วนและลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย
รวมถึงนักวิชาการก็ลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย
ทำแล้วประเทศชาติจะยิ่งเสียหาย
ส่วนจะแก้ด้วยวิธีใดยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายต้องคุยหาจุดร่วมกันให้ได้
ส่วนกองทัพจะเลือกฝ่ายไม่ได้
โดยเฉพาะขณะนี้มีการเรียกร้องให้อยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้
ถ้าเลือกฝ่ายประเทศชาติจะวิบัติ
เมื่อถามว่าทำไมทหารไม่ออกมาเมื่อเห็นภาพตอนเช้า
7 ต.ค. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่าการชุมนุมมีตั้งร้อยกว่าวันและกองทัพทำงานร่วมกับตำรวจตลอดมา
และยืนยันไม่เคยมีเหตุการณ์รุนแรง
ยกเว้น 2 ครั้ง
ยืนยันว่าไม่ใช่ความคิดริเริ่มของตร.และกองทัพ
ไม่ว่าจะเป็นวันที่ติดหมาย
ตนเรียนให้ทุกคนทราบว่ากรณีฉุกเฉินเป็นเหตุการณ์ที่มีการปะทะกัน
และมอบให้ตนเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและเห็นแล้วว่าวันที่ปิดหมายทำให้เกิดผลกระทบมากมาย
ถ้าตัดสินใจทำไป
นอกจากจะไม่จบแล้วปัญหาจะบานปลาย
"ส่วนเหตุวันที่
7 ต.ค. กองทัพไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
กองทัพมองว่าเป็นการสั่งการจากรัฐบาลไปยังตร.จะถูกผิดอย่างไรเราคงไม่ไปพูดถึง
เพราะเกี่ยวข้องกับความชอบธรรม"
เมื่อถามว่ารู้กี่ชั่วโมงก่อนสลาย
เพราะก่อนหน้านี้มีการประชุมครม.กลางดึก พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า
"เรื่องไปประชุม
ตนไม่ทราบ
คุยกับ ผบ.ตร.ว่าจะไม่ทำอะไร
เฉยๆ
และไม่รู้ว่าเขาไปประชุมอะไรกัน
เพราะไม่ใช่ตัวผม
แต่เป็นกองทัพทั้งกองทัพ
กองทัพจะอยู่กับประชาชน
แม้จะให้อำนาจมาเต็มๆก็ไม่ทำ
เช้าวันนั้นพอเกิดเหตุการณ์ก็ติดตามสถานการณ์
ไม่ทราบว่าผลจะรุนแรงขนาดนั้น
และเป็นการสั่งการของรัฐบาล
ถ้าย้อนไปได้ก็จะทำไปห้ามตั้งแต่แรก
การจะเอากำลังทหารออกไป
จะออกไปสถานภาพใด
หากสูญเสียมากกว่าเดิมจะทำอย่างไร
ซึ่งได้พูดคุยกับเหล่าทัพ
และหารือกับ ผบ.สส.และแจ้งไปยัง
ผบ.ตร.ว่าเราไม่เห็นด้วย
ถามว่าเสียใจหรือไม่
ก็เสียใจ ถ้าห้ามได้ก็จะห้ามแต่แรก
แต่ถ้าออกไปก็จะสุ่มเสี่ยงทำให้ยากกว่าเดิมเกิดการต่อสู้ระหว่างทหารและตำรวจ
หากมีการปะทะกันก็จะสูญเสียเพราะมีการใช้อาวุธ
และสถาบันทหารกับตำรวจก็จะแตกแยกอีกนาน"
"น้องโบว์เป็นทรัพยากรของประเทศ
มีคุณค่าต่อชาติ
หากย้อนกลับไปได้ตำรวจก็คงไม่ทำ
ผมยืนยันว่าทุกครั้งตำรวจก็พูดเช่นนี้"
ผบ.ทบ. กล่าว
เขากล่าวว่าเรื่องความรับผิดชอบ
เป็นเรื่องกระทบ
แต่เรื่องที่ตามมาคนในสังคมรับไม่ได้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา
ลุกลามไปถึงตำรวจ
และหมอ ตนคิดว่าจะจบได้ต้องมีคนรับผิดชอบไม่ว่าระดับนโยบายหรือสั่งการ
น่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนได้
"ถ้ารัฐบาลสั่งเองเต็มๆ
จากการสอบสวนต้องรับผิดชอบ
ผมว่ากระแสคนในชาติ
คนไม่ยอม
ปั่นป่วน แต่ไม่ใช่บีบคั้นให้ออก
แต่ต้องรับผิดชอบบนกองเลือด
อยู่อย่างไรก็อยู่ไม่ได้
ไม่ใช่ว่าจงเกลียดจงชัง
ชอบไม่ชอบ
ถ้าผมเป็นนายกฯ
ก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม"
ถามว่าเรียกว่ากดดันรัฐบาลหรือไม่
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "สังคมจะทำเอง
ไม่ทราบว่าเรียกว่ากดดันหรือไม่
แต่สังคมรับไม่ได้
ไม่มีทางจะจบได้"
เมื่อนายสุรยุทธ์ถามผบ.สส.
ในประเด็นเดียวกัน
ผบ.สส.กล่าวว่า
"กองทัพมี 3 เหล่า
บก เรือ อากาศ
สิ่งที่ ทบ.พูด
กองทัพพูด อีกความหมายคือ
ทบ.และทอ.เห็นด้วยเป็นหนึ่งเดียว"
ถามว่างานศพมีการให้เงิน
50 ล้าน
ผบ.ทบ.กล่าวว่า
ด้วยตัวตนไม่มีทางทำอะไรเช่นนั้น
ผมไม่รับเงินทรัพย์สมบัติจากใคร
งานศพของคุณแม่
ผมและครอบครัวได้รับพระบรมราชานุเคราะห์
เงินที่มาร่วมทำบุญมีจำนวนหนึ่ง
ก่อนบรรจุมี 5
ล้าน
คนที่รับไปคือพี่สาวที่ทำบัญชีและมอบเงินทำบุญให้รพ.พระมงกุฏ ส่วนวันเผาเหลืออีกล้านเศษก็มอบให้วัด
ยืนยันด้วยเกียรติว่าไม่มีเช่นนั้น
ถามว่าสนิทกับครอบครัวชินวัตรหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า
"ผมกับครอบครัวชินวัตร
มีบุคคลที่รู้จักคนเดียวคือ
ทักษิณ ผมไม่เคยคุยกับคุณหญิงพจมาน
ส่วนภรรยาผมก็ไม่เคย
ยิ่งลุกสาว
ลูกชขาย ไม่เคยรู่จักตระกูลชินวัตร
แม้จะพูดคุยก็ไม่เคย
ที่เรียนปริญญาโทก็มีปีเดียว
ไม่รู้จักใคร
และลูกผู้หญิงคนเดียวไปอยู่ที่โน่นต้องรักษาตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร
ถ้าทำให้เสียเกียรติ
สังคมก็เริ่มต้นที่จะเป็นด้วยยาก
ไม่น่าที่จะรับได้
ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซด์
กรุงเทพธุรกิจ