ผบ.ทบ.ลั่น\"ถ้าผมเป็นนายกฯก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม\"|ผบ.ทบ.ลั่น\"ถ้าผมเป็นนายกฯก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม\"

ผบ.ทบ.ลั่น\"ถ้าผมเป็นนายกฯก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม\"

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ผบ.ทบ.ลั่น\"ถ้าผมเป็นนายกฯก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม\"

(16ต.ค.)\"พล.อ.อนุพงษ์\"ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ เหตุสั่งยิงสลายชุมนุมจนบาดเจ็บ ล้มตาย ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งไม่จบ ถ้าผลสอบออกมาชัดรัฐบาลสั่ง

บทความวันที่ 19 ต.ค. 2551, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 689 ครั้ง


ผบ

ผบ.ทบ.ลั่น"ถ้าผมเป็นนายกฯก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม"

\

(16ต.ค.)"พล.อ.อนุพงษ์"ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ เหตุสั่งยิงสลายชุมนุมจนบาดเจ็บ ล้มตาย ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งไม่จบ ถ้าผลสอบออกมาชัดรัฐบาลสั่ง ต้องยุบสภาหรือลาออก เชื่อรัฐบาลเป็นผู้สั่งการ ลั่น"ถ้าผมเป็นนายกฯ ก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหมพร้อมด้วย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.พัชราวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สดในรายการข่าว เรื่องเด่นเย็นนี้ทางช่อง 3 ช่วง จับประเด็นร้อนโดยมี นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินการรายการ โดยในช่วงที่สอง ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สลายม็อบเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

นายสุรยุทธ์ถามว่าเหตุการณ์ 7 ต.ค. แก๊สน้ำตาทำให้มีผู้เสียชีวิต การตัดสินใจของตำรวจทำไมปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ตนไม่มีอะไรจะแก้ตัวเท่าที่ดูการใช้แก๊สน้ำตาไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ กรณีที่เกิดขึ้นคงต้องไปดู และเอาผู้เชี่ยวชาญมาดูทั้งของจีน และสหรัฐ มาดูอีกครั้ง

ถามว่าวันนั้นใครสั่งสลายชุมนุมเพื่อเปิดทางให้สมาชิกสภาเข้าชุมนุม ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หน้าที่ของตำรวจมีผู้บังคับบัญชาคือ นายกฯ และกฎหมายก็บอกว่าต้องทำตาม มติ ครม.และคำสั่งนายกฯ วันนี้ถามว่าใครเป็นคนสั่ง ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดีที่สุด

เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้า 7 ต.ค. ต่อกระทั่งบ่ายค่ำ ทำไมไม่หยุด ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าตำรวจทุกท่านเข้าใจว่าแก๊สน้ำตาไม่ทำให้ผู้บาดเจ็บ บ่ายและเย็น ก็ต้องรอให้มีการตรวจสอบ ขณะนี้ก็มีคณะกรรมการหลายชุด

ด้านผบ.สส.กล่าวว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม และมีความเข้าใจเอื้ออาทรต่อกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนำไปสู่การพัฒนา แต่ก็อยู่ในขอบเขตความนิ่มนวล เหตุผล กลับมาเป็นประเทศไทยเมื่อหลายๆที่ผ่านมา เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกกี่เจเนอเรชัน ในที่สุดคิดว่าคนไทยจะกลับมาสู่ความปรองดอง สร้างความเจริญให้กับประเทศ เรายึดถือองค์พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด และเราต้องปกป้อง

แนวโน้มปัจจุบันไม่ไปสู่การประนีประนอม ว่า ลองหันมาประนีประนอมกัน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด การอยู่ร่วมกันต้องมีเหตุผล เราต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้และหลายๆ อย่างเราต้องสามัคคี กองทัพถูกกำหนดบทบาทตาม รธน.50 และพรบ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปกป้องไว้ซึงระบอบการปกครอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข และมีภารกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย การป้องกันลักลอบยาเสพติด

กองทัพถูกเรียกร้องให้เลือกข้างว่าเราอยูกับประชาชน แต่เราต้องทำตามบทบาทหน้าที่ที่รธน.กำหนดไว้ ถ้าทำนอกเหนือหน้าที่รธน. กฎหมายพรบ. รัฐบาลจะต้องเป็นผู้สั่งการ เช่น ครูให้สอนหนังสือ พยาบาลให้รักษาคนเจ็บ จะให้นายแพทย์มาป้องกันประเทศเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็คือประชาชน

ผบ.ทบ.กล่าวว่าอยากเสนอสังคมว่าถ้าเรายังเป็นฝักฝ่ายก็จะเกิดวิกฤติไม่มีทางจะจบได้ ประเทศจะล่มจม ทางออกของประเทศชาติ คนไทยต้องอยู่ร่วมกัน ความคิดเห็นก็แตกต่างได้ แต่ต้องมีจุดที่อยู่ร่วมกันได้ คนไทยต้องผ่านวิกฤตินี้โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

เขากล่าวต่อว่ามีการเรียกร้องให้กองทัพออกมาว่าถ้าปฏิวัติทำให้ปัญหาจบได้ ก็ต้องพิจารณาร่วมกันทุกภาคส่วน แต่ทุกวันนี้พูดได้ว่าตนติดต่อสื่อหลายส่วนและลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย รวมถึงนักวิชาการก็ลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย ทำแล้วประเทศชาติจะยิ่งเสียหาย ส่วนจะแก้ด้วยวิธีใดยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายต้องคุยหาจุดร่วมกันให้ได้ ส่วนกองทัพจะเลือกฝ่ายไม่ได้ โดยเฉพาะขณะนี้มีการเรียกร้องให้อยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ถ้าเลือกฝ่ายประเทศชาติจะวิบัติ

เมื่อถามว่าทำไมทหารไม่ออกมาเมื่อเห็นภาพตอนเช้า 7 ต.ค. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่าการชุมนุมมีตั้งร้อยกว่าวันและกองทัพทำงานร่วมกับตำรวจตลอดมา และยืนยันไม่เคยมีเหตุการณ์รุนแรง ยกเว้น 2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่ใช่ความคิดริเริ่มของตร.และกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ติดหมาย ตนเรียนให้ทุกคนทราบว่ากรณีฉุกเฉินเป็นเหตุการณ์ที่มีการปะทะกัน และมอบให้ตนเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและเห็นแล้วว่าวันที่ปิดหมายทำให้เกิดผลกระทบมากมาย ถ้าตัดสินใจทำไป นอกจากจะไม่จบแล้วปัญหาจะบานปลาย

"ส่วนเหตุวันที่ 7 ต.ค. กองทัพไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย กองทัพมองว่าเป็นการสั่งการจากรัฐบาลไปยังตร.จะถูกผิดอย่างไรเราคงไม่ไปพูดถึง เพราะเกี่ยวข้องกับความชอบธรรม"

เมื่อถามว่ารู้กี่ชั่วโมงก่อนสลาย เพราะก่อนหน้านี้มีการประชุมครม.กลางดึก พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "เรื่องไปประชุม ตนไม่ทราบ คุยกับ ผบ.ตร.ว่าจะไม่ทำอะไร เฉยๆ และไม่รู้ว่าเขาไปประชุมอะไรกัน เพราะไม่ใช่ตัวผม แต่เป็นกองทัพทั้งกองทัพ กองทัพจะอยู่กับประชาชน แม้จะให้อำนาจมาเต็มๆก็ไม่ทำ เช้าวันนั้นพอเกิดเหตุการณ์ก็ติดตามสถานการณ์ ไม่ทราบว่าผลจะรุนแรงขนาดนั้น และเป็นการสั่งการของรัฐบาล ถ้าย้อนไปได้ก็จะทำไปห้ามตั้งแต่แรก การจะเอากำลังทหารออกไป จะออกไปสถานภาพใด หากสูญเสียมากกว่าเดิมจะทำอย่างไร ซึ่งได้พูดคุยกับเหล่าทัพ และหารือกับ ผบ.สส.และแจ้งไปยัง ผบ.ตร.ว่าเราไม่เห็นด้วย ถามว่าเสียใจหรือไม่ ก็เสียใจ ถ้าห้ามได้ก็จะห้ามแต่แรก แต่ถ้าออกไปก็จะสุ่มเสี่ยงทำให้ยากกว่าเดิมเกิดการต่อสู้ระหว่างทหารและตำรวจ หากมีการปะทะกันก็จะสูญเสียเพราะมีการใช้อาวุธ และสถาบันทหารกับตำรวจก็จะแตกแยกอีกนาน"

"น้องโบว์เป็นทรัพยากรของประเทศ มีคุณค่าต่อชาติ หากย้อนกลับไปได้ตำรวจก็คงไม่ทำ ผมยืนยันว่าทุกครั้งตำรวจก็พูดเช่นนี้" ผบ.ทบ. กล่าว

เขากล่าวว่าเรื่องความรับผิดชอบ เป็นเรื่องกระทบ แต่เรื่องที่ตามมาคนในสังคมรับไม่ได้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา ลุกลามไปถึงตำรวจ และหมอ ตนคิดว่าจะจบได้ต้องมีคนรับผิดชอบไม่ว่าระดับนโยบายหรือสั่งการ น่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนได้

"ถ้ารัฐบาลสั่งเองเต็มๆ จากการสอบสวนต้องรับผิดชอบ ผมว่ากระแสคนในชาติ คนไม่ยอม ปั่นป่วน แต่ไม่ใช่บีบคั้นให้ออก แต่ต้องรับผิดชอบบนกองเลือด อยู่อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจงเกลียดจงชัง ชอบไม่ชอบ ถ้าผมเป็นนายกฯ ก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม"

ถามว่าเรียกว่ากดดันรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "สังคมจะทำเอง ไม่ทราบว่าเรียกว่ากดดันหรือไม่ แต่สังคมรับไม่ได้ ไม่มีทางจะจบได้"

เมื่อนายสุรยุทธ์ถามผบ.สส. ในประเด็นเดียวกัน ผบ.สส.กล่าวว่า "กองทัพมี 3 เหล่า บก เรือ อากาศ สิ่งที่ ทบ.พูด กองทัพพูด อีกความหมายคือ ทบ.และทอ.เห็นด้วยเป็นหนึ่งเดียว"

ถามว่างานศพมีการให้เงิน 50 ล้าน ผบ.ทบ.กล่าวว่า ด้วยตัวตนไม่มีทางทำอะไรเช่นนั้น ผมไม่รับเงินทรัพย์สมบัติจากใคร งานศพของคุณแม่ ผมและครอบครัวได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ เงินที่มาร่วมทำบุญมีจำนวนหนึ่ง ก่อนบรรจุมี 5 ล้าน คนที่รับไปคือพี่สาวที่ทำบัญชีและมอบเงินทำบุญให้รพ.พระมงกุฏ ส่วนวันเผาเหลืออีกล้านเศษก็มอบให้วัด ยืนยันด้วยเกียรติว่าไม่มีเช่นนั้น

ถามว่าสนิทกับครอบครัวชินวัตรหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "ผมกับครอบครัวชินวัตร มีบุคคลที่รู้จักคนเดียวคือ ทักษิณ ผมไม่เคยคุยกับคุณหญิงพจมาน ส่วนภรรยาผมก็ไม่เคย ยิ่งลุกสาว ลูกชขาย ไม่เคยรู่จักตระกูลชินวัตร แม้จะพูดคุยก็ไม่เคย ที่เรียนปริญญาโทก็มีปีเดียว ไม่รู้จักใคร และลูกผู้หญิงคนเดียวไปอยู่ที่โน่นต้องรักษาตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ถ้าทำให้เสียเกียรติ สังคมก็เริ่มต้นที่จะเป็นด้วยยาก ไม่น่าที่จะรับได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซด์ กรุงเทพธุรกิจ

 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก