งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%
แบงก์เจ้าหนี้-ลูกหนี้เผชิญชะตากรรมยุคข้าวยากหมากแพง
แม้แต่ค่าธรรมเนียมขึ้นศาลยังปรับเพิ่มถึง 500% บริษัทติดตามหนี้โอดแบกต้นทุนเพิ่ม
แบงก์-บ.ติดตามหนี้ปรับแผนเลี่ยงใช้กฎหมายบังคับกับลูกหนี้เพื่อลดต้นทุนค่าขึ้นศาล
คัดเฉพาะลูกหนี้ที่ฟ้องแล้วคุ้มค่าบ.ยักษ์ 'เจเอ็มที' ซอยลูกหนี้ออกเป็น 10
กลุ่มอาชีพเปิดโต๊ะเจรจาประนอมหนี้ ขณะที่ล่าสุดเห็นสัญญาณลูกหนี้เอสเอ็มอีถูกติดตามหนี้เพิ่มขึ้น
ปัญหาค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการ
จากที่ล่าสุด "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เสนอข่าว 'คนเงินเดือนวิ่งกู้ใช้หนี้' ตีพิมพ์ฉบับที่ 2,325
ชี้ให้เห็นถึงภาระหนี้ของมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มของหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางต้องวิ่งหาเงินกู้มาใช้หนี้ไปแล้วนั้น
ยังพบว่าลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้กับเจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินเจ้าหนี้
จนถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล หรือบริษัทที่รับจ้างสถาบันการเงินในการติดตามหนี้
ต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มจากค่าขึ้นศาลในคดีมโนสาเร่ที่ยื่นฟ้องหลังวันที่ 11
พฤษภาคม 2551 โดยปรับเพิ่มจากเดิม 200 บาท เป็นคิดค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นไม่เกิน
1,000 บาท
(แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
(ฉบับที่ 24 ) พ.ศ. 2551
++คดีมโนสาเร่ฟ้องใหม่ค่าธรรมเนียมเพิ่ม
แหล่งข่าวจากบริษัทติดตามทวงหนี้ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า
การติดตามดำเนินคดีกับลูกหนี้ในปัจจุบัน
แม้แต่บ.ที่ติดตามหนี้ก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
นอกจากค่าเดินทางและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นแล้ว
ยังมีต้นทุนในการดำเนินคดีเพิ่มขึ้นหลังจากที่ศาลเปลี่ยนวิธีการคิดค่าธรรมเนียม
จากเดิมที่คดีมโนสาเร่ (ทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท) คิดค่าธรรมเนียมศาลขั้นต่ำ
200 บาทต่อคดี แต่การฟ้องใหม่หลังวันที่ 11 พ.ค.เป็นต้นไป
จะคิดค่าธรรมเนียมเป็นอัตราไม่เกิน 1,000 บาท โดยไม่มีการกำหนดอัตราขั้นต่ำ
หรือเท่ากับว่าการฟ้องใหม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 500% ด้วยเหตุผลคือ
อัตราค่าฤชาธรรมเนียมในตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน
และไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ต่อประเด็นดังกล่าว
นาย
+++ผ่อนชำระเพิ่มตามเงินเดือนขึ้น
นอกจากนี้
บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการติดตามให้มีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด
โดยเปิดช่องให้ลูกหนี้เข้ามาแสดงตน และชี้แจงเพื่อหาแนวทางผ่อนปรนรวมถึงการลดหนี้
โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่จำเป็นต้องผ่อนปรนมากขึ้น เช่น
การให้ลูกหนี้ยื่นข้อเสนอเข้ามาว่ามีภาระอะไรบ้าง
เพื่อแสดงความจริงใจว่าจะเจียดเงินจ่ายหนี้ให้บริษัทได้แค่ไหน หรือบางรายก็ขอให้ผ่อนชำระหนี้อัตราก้าวหน้าถ้าได้รับการปรับอัตราเงินเดือนขึ้น
"ยกตัวอย่าง
กรณีการลดหนี้ลง 60-70% หรือ มูลหนี้ 100,000บาทขอให้ลูกหนี้ชำระ 30,000 บาท
ในรายที่เห็นว่าลูกหนี้ไม่ไหวจริงๆ แต่บริษัทและลูกหนี้ต้องอยู่ได้
จากเดิมการลดหนี้ในรายที่ปิดบัญชีจะลดหนี้ให้เพียง 20-30%
โดยจะเลี่ยงการดำเนินคดีหรือจะใช้วิธีการดำเนินคดีให้น้อย
เนื่องจากบริษัทมีปริมาณคดีและลูกหนี้จำนวนมาก" นายปิยะกล่าว
นายปิยะ ยังได้กล่าวถึงรายได้จากการบริหารจัดการหนี้ปีนี้ว่า
รายได้ของบริษัทจะมาจากการรับซื้อหนี้ 55% ที่เหลือเป็นการรับจ้างบริหารจัดการหนี้
45% โดยพอร์ตหนี้ปัจจุบันมีทั้งบริษัทเอกชนทั้งกลุ่มสถาบันการเงินธนาคาร
สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มสื่อสาร
และต้นปีที่ผ่านมาเริ่มมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดหนี้สูงหลักร้อยล้านบาทเริ่มเข้ามาใช้บริการทั้งธุรกิจเอสเอ็มอีและพวกเทรดดิ้ง
ทั้งนี้
ตัวเลขจากสำนักงานศาลยุติธรรม รายงานตัวเลขคดีแพ่งที่ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นในช่วง 3
เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 108,993 คดี
เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 97,015 คดี
+++แบงก์-บ.ทวงหนี้อ้างต้นทุนเพิ่ม
ขณะที่นาย
นายวิเชียร
กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีสถาบันการเงินที่ว่าจ้างให้บริษัทติดตามหนี้
โดยเฉพาะธนาคารต่างประเทศส่งลูกหนี้ที่เป็นเอสเอ็มอีเข้ามาให้ติดตามหนี้มากขึ้น
โดยมีมูลหนี้ขั้นต่ำตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป หรือโดยเฉลี่ยมูลหนี้เกินกว่า 1
ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 100 %
หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี
ทำให้ต้องใช้เวลาในการเจรจาติดตามหนี้เพิ่มขึ้น เช่น หนี้เอสเอ็มอีที่มีมูลหนี้สูงกว่าหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
+++บีบจำเลยชำระค่าทนายด้วย
นาย
แต่ในขณะเดียวกันการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว
ก็ทำให้ลูกหนี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน
เพราะตามกฎหมายใหม่จำเลยต้องจ่ายค่าทนายไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อคดี
(กฎหมายกำหนดค่าทนายไว้สูงสุด 5% ของทุนทรัพย์ หรือไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะแจ้งให้เจ้าหนี้เรียกเก็บจากลูกหนี้
)จากเดิมที่ไม่มีกฎหมายที่บังคับว่าจำเลยจะต้องชำระค่าทนายความเท่าใด
โดยให้ขึ้นกับวิจารณญาณของศาล
ซึ่งในส่วนนี้ก็จะทำให้ลูกหนี้ไม่มาท้าทายให้เจ้าหนี้ฟ้อง เพราะลูกหนี้ก็มีต้นทุนเพิ่มด้วย
นอกจากนี้
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการมีภาระจากการขึ้นศาล
หรือการที่ยังมีหนี้เสียในระบบเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
เพราะต้นทุนที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจถูกผลักภาระไปสู่ลูกหนี้ในอนาคต
รวมทั้งลูกหนี้ที่ดีที่จะมีต้นทุนการกู้ที่สูงขึ้นด้วย
เพราะผู้ประกอบการจะนำต้นทุนดังกล่าวมาคำนวณเป็นต้นทุนกลับในการปล่อยกู้
++แบงก์คัดลูกความขึ้นศาล
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่
กล่าวว่า อัตราค่าธรรมเนียมขึ้นศาลอัตราใหม่นั้น
เป็นการคำนวณค่าธรรมเนียมศาลที่มีทั้งส่วนที่ลดและเพิ่มขึ้น โดยธนาคารเจ้าหนี้แต่ละปีถ้ามียอดหนี้ต้องยื่นฟ้องคดีใหม่ทุนทรัพย์จำนวน
10,000 ล้านบาทค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมศาลต้องสูงขึ้น
ซึ่งธนาคารผู้ฟ้องต้องมีเงินทดรองจ่ายไปก่อนศาลจึงจะรับฟ้องคดี
ขณะที่ในหลักการค่าธรรมเนียมศาลนั้นเป็นภาระของผู้แพ้คดีที่ต้องจ่ายภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
โดยธนาคารเจ้าหนี้ต้องเรียกค่าธรรมเนียมศาลจากผู้แพ้คดีแทนเงินที่ทดรองจ่ายไปก่อนหน้า
ซึ่งเงินที่ทดรองจ่ายนั้นจะตกเป็นของรัฐ
กรณีที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงยอมความกันได้ศาลจะคืนเงินทดรองจ่ายให้ 3ใน 4 หรือ
180,000 บาท หักค่าขึ้นศาล 20,000 บาท
"
แบงก์ต้องคัดฟ้องลูกหนี้ที่คุ้มค่ากับค่าขึ้นศาล
เพราะกฎหมายใหม่ค่าขึ้นศาลดูเหมือนจะถูกกว่ากฎหมายเก่า แต่วงเงินส่วนเกิน
50ล้านบาทนั้นจะคิดค่าขึ้นศาลแพง โดยคำนวณแบบขั้นบันไดในอัตรา 0.1% ของทุนทรัพย์
ถ้าทุนทรัพย์สูงๆแบงก์ก็ต้องมีเงินทดรองจ่าย"แหล่งข่าวกล่าว
++ธรรมเนียมศาลคดีมโนสาเร่
อนึ่ง
นอกจากการปรับค่าธรรมเนียมศาลในคดีมโนสาเร่ข้างต้นแล้ว
ในส่วนของคดีสามัญหรือคดีแพ่ง( ทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาทต่อคดีนั้น)
แบ่งวิธีคิดค่าธรรมเนียมเป็น 2 ประเภทคือ 1. คดีที่มีทุนทรัพย์
เดิมจะคิดค่าธรรมเนียมศาลอัตรา 2.5% ของทุนทรัพย์ โดยค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่
200 บาทสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทเฉพาะทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท
แต่ภายใต้พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดให้ลดค่าธรรมเนียมศาลเหลือ 2% ของทุนทรัพย์
(ขั้นต่ำอยู่ที่ 200 บาทสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ส่วนวงเงินเกิน 50
ล้านบาทให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.1%ของทุนทรัพย์ เช่น คดีที่มีทุนทรัพย์ 1,000
ล้านบาท โดย 50 ล้านบาทแรกจะคิดค่าธรรมเนียม 200,000 บาทต่อคดี ส่วนที่เกินจำนวน
950 ล้านบาทจะคิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.1%
ส่วนกรณีของคดีไม่มีทุนทรัพย์
เช่น การฟ้องขับไล่ ฟ้องรับรองบุตรกำหนดให้คิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 200 บาทต่อคดี
กรณีที่ดำเนินคดีคู่กันทั้งคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์ให้คิดค่าธรรมเนียมศาลตามคดีที่มีทุนทรัพย์คิดอัตรา
2% ของทุนทรัพย์(200 บาท แต่ไม่เกิน 200,000 บาท)
ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ