ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%|ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%

ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%

  • ทนายคลายทุกข์ ปรึกษากฎหมาย โทร 02-9485700
  • Email: [email protected]
Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%

แบงก์เจ้าหนี้-ลูกหนี้เผชิญชะตากรรมยุคข้าวยากหมากแพง แม้แต่ค่าธรรมเนียมขึ้นศาลยังปรับเพิ่มถึง 500% บริษัทติดตามหนี้โอดแบกต้นทุนเพิ่ม แบงก์-บ.ติดตามหนี้ปรับแผนเลี่ยงใช้กฎหมายบังคับกับลูกหนี้เพื่อลดต้นทุนค่าขึ้นศาล

บทความวันที่ 30 พ.ค. 2551, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 5308 ครั้ง


ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%

 

ขึ้นค่าธรรมเนียมทวงหนี้500%

 

แบงก์เจ้าหนี้-ลูกหนี้เผชิญชะตากรรมยุคข้าวยากหมากแพง แม้แต่ค่าธรรมเนียมขึ้นศาลยังปรับเพิ่มถึง 500% บริษัทติดตามหนี้โอดแบกต้นทุนเพิ่ม แบงก์-บ.ติดตามหนี้ปรับแผนเลี่ยงใช้กฎหมายบังคับกับลูกหนี้เพื่อลดต้นทุนค่าขึ้นศาล คัดเฉพาะลูกหนี้ที่ฟ้องแล้วคุ้มค่าบ.ยักษ์ 'เจเอ็มที' ซอยลูกหนี้ออกเป็น 10 กลุ่มอาชีพเปิดโต๊ะเจรจาประนอมหนี้ ขณะที่ล่าสุดเห็นสัญญาณลูกหนี้เอสเอ็มอีถูกติดตามหนี้เพิ่มขึ้น

 

ปัญหาค่าครองชีพเพิ่มขึ้น กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการ จากที่ล่าสุด "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เสนอข่าว 'คนเงินเดือนวิ่งกู้ใช้หนี้' ตีพิมพ์ฉบับที่ 2,325 ชี้ให้เห็นถึงภาระหนี้ของมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มของหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางต้องวิ่งหาเงินกู้มาใช้หนี้ไปแล้วนั้น

 

ยังพบว่าลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้กับเจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินเจ้าหนี้ จนถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล หรือบริษัทที่รับจ้างสถาบันการเงินในการติดตามหนี้ ต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มจากค่าขึ้นศาลในคดีมโนสาเร่ที่ยื่นฟ้องหลังวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 โดยปรับเพิ่มจากเดิม 200 บาท เป็นคิดค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นไม่เกิน 1,000 บาท (แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24 ) พ.ศ. 2551

 

++คดีมโนสาเร่ฟ้องใหม่ค่าธรรมเนียมเพิ่ม

 

แหล่งข่าวจากบริษัทติดตามทวงหนี้ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า

การติดตามดำเนินคดีกับลูกหนี้ในปัจจุบัน แม้แต่บ.ที่ติดตามหนี้ก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากค่าเดินทางและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีต้นทุนในการดำเนินคดีเพิ่มขึ้นหลังจากที่ศาลเปลี่ยนวิธีการคิดค่าธรรมเนียม จากเดิมที่คดีมโนสาเร่ (ทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท) คิดค่าธรรมเนียมศาลขั้นต่ำ 200 บาทต่อคดี แต่การฟ้องใหม่หลังวันที่ 11 พ.ค.เป็นต้นไป จะคิดค่าธรรมเนียมเป็นอัตราไม่เกิน 1,000 บาท โดยไม่มีการกำหนดอัตราขั้นต่ำ หรือเท่ากับว่าการฟ้องใหม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 500% ด้วยเหตุผลคือ อัตราค่าฤชาธรรมเนียมในตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

ต่อประเด็นดังกล่าว นายปิยะ พงษ์อัชฌา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวิร์ค เซอร์วิสเซส จำกัด(เจเอ็มที)บริษัทในเครือของ บริษัท เจมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัทต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานเพื่อให้การบริหารจัดการหนี้มีประสิทธิภาพ โดยจัดกลุ่มลูกค้า10 กลุ่มอาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดเก็บหนี้ โดยมีฐานรายได้ของลูกหนี้แต่ละกลุ่มอาชีพที่สามารถวิเคราะห์กำลังการผ่อนชำระหนี้และหาแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาลูกหนี้ได้ถูกจุด จากปัจจุบันที่บริษัทมีพอร์ตลูกหนี้ประมาณ 15,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนลูกหนี้ประมาณ 300,000 ราย

 

+++ผ่อนชำระเพิ่มตามเงินเดือนขึ้น

 

นอกจากนี้ บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการติดตามให้มีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด โดยเปิดช่องให้ลูกหนี้เข้ามาแสดงตน และชี้แจงเพื่อหาแนวทางผ่อนปรนรวมถึงการลดหนี้ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่จำเป็นต้องผ่อนปรนมากขึ้น เช่น การให้ลูกหนี้ยื่นข้อเสนอเข้ามาว่ามีภาระอะไรบ้าง เพื่อแสดงความจริงใจว่าจะเจียดเงินจ่ายหนี้ให้บริษัทได้แค่ไหน หรือบางรายก็ขอให้ผ่อนชำระหนี้อัตราก้าวหน้าถ้าได้รับการปรับอัตราเงินเดือนขึ้น

 

"ยกตัวอย่าง กรณีการลดหนี้ลง 60-70% หรือ มูลหนี้ 100,000บาทขอให้ลูกหนี้ชำระ 30,000 บาท ในรายที่เห็นว่าลูกหนี้ไม่ไหวจริงๆ แต่บริษัทและลูกหนี้ต้องอยู่ได้ จากเดิมการลดหนี้ในรายที่ปิดบัญชีจะลดหนี้ให้เพียง 20-30% โดยจะเลี่ยงการดำเนินคดีหรือจะใช้วิธีการดำเนินคดีให้น้อย เนื่องจากบริษัทมีปริมาณคดีและลูกหนี้จำนวนมาก" นายปิยะกล่าว

 

นายปิยะ ยังได้กล่าวถึงรายได้จากการบริหารจัดการหนี้ปีนี้ว่า รายได้ของบริษัทจะมาจากการรับซื้อหนี้ 55% ที่เหลือเป็นการรับจ้างบริหารจัดการหนี้ 45% โดยพอร์ตหนี้ปัจจุบันมีทั้งบริษัทเอกชนทั้งกลุ่มสถาบันการเงินธนาคาร สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มสื่อสาร และต้นปีที่ผ่านมาเริ่มมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดหนี้สูงหลักร้อยล้านบาทเริ่มเข้ามาใช้บริการทั้งธุรกิจเอสเอ็มอีและพวกเทรดดิ้ง

 

ทั้งนี้ ตัวเลขจากสำนักงานศาลยุติธรรม รายงานตัวเลขคดีแพ่งที่ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 108,993 คดี เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 97,015 คดี

 

+++แบงก์-บ.ทวงหนี้อ้างต้นทุนเพิ่ม

 

ขณะที่นายวิเชียร ชุบไธสง กรรมการผู้จัดการ บริษัทสำนักกฎหมาย ซีเอแอล (CAL) จำกัด กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขึ้นศาลในอัตราใหม่ ทำให้ต้นทุนของธนาคารเจ้าหนี้เพิ่มขึ้น สำหรับคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งต้นทุนเพิ่มจากเดิม 200 บาทต่อคดีเพิ่มเป็น 2% ของทุนทรัพย์หรือไม่เกิน 1,000 บาทต่อคดี เช่น เดิมทุนทรัพย์ 10,000 บาทเสียค่าธรรมเนียม 200 บาท ทุนทรัพย์ 300,000 บาท ก็เสียค่าธรรมเนียม 200 บาท แต่ของใหม่ทุนทรัพย์ 300,000 บาท ต้องเสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ต้นทุนธนาคารเพิ่มขึ้นแล้วยังเป็นต้นทุนกับบริษัทติดตามหนี้ที่ซื้อหนี้เข้ามาบริหาร โดยส่วนใหญ่หนี้ในกลุ่มนี้จะเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

 

นายวิเชียร กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีสถาบันการเงินที่ว่าจ้างให้บริษัทติดตามหนี้ โดยเฉพาะธนาคารต่างประเทศส่งลูกหนี้ที่เป็นเอสเอ็มอีเข้ามาให้ติดตามหนี้มากขึ้น โดยมีมูลหนี้ขั้นต่ำตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป หรือโดยเฉลี่ยมูลหนี้เกินกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 100 % หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ต้องใช้เวลาในการเจรจาติดตามหนี้เพิ่มขึ้น เช่น หนี้เอสเอ็มอีที่มีมูลหนี้สูงกว่าหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล

 

+++บีบจำเลยชำระค่าทนายด้วย

 

นายประชา ชัยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีโซลูชั่น เวย์ จำกัด บริษัทที่รับซื้อหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลมาบริหาร กล่าวว่า ผลกระทบจากต้นทุนค่าขึ้นศาลที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันกลับมาพิจารณาในเรื่องของการรับซื้อพอร์ตหนี้ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะคุ้มกับราคาหนี้ที่เคยซื้อหรือไม่ รวมถึงการสกรีนลูกหนี้ที่จะส่งขึ้นศาลให้มากขึ้น โดยต้องดูว่าเมื่อฟ้องแล้วจะได้เงินคืนหรือไม่

 

แต่ในขณะเดียวกันการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว ก็ทำให้ลูกหนี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะตามกฎหมายใหม่จำเลยต้องจ่ายค่าทนายไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อคดี (กฎหมายกำหนดค่าทนายไว้สูงสุด 5% ของทุนทรัพย์ หรือไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะแจ้งให้เจ้าหนี้เรียกเก็บจากลูกหนี้ )จากเดิมที่ไม่มีกฎหมายที่บังคับว่าจำเลยจะต้องชำระค่าทนายความเท่าใด โดยให้ขึ้นกับวิจารณญาณของศาล ซึ่งในส่วนนี้ก็จะทำให้ลูกหนี้ไม่มาท้าทายให้เจ้าหนี้ฟ้อง เพราะลูกหนี้ก็มีต้นทุนเพิ่มด้วย

 

นอกจากนี้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการมีภาระจากการขึ้นศาล หรือการที่ยังมีหนี้เสียในระบบเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะต้นทุนที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจถูกผลักภาระไปสู่ลูกหนี้ในอนาคต รวมทั้งลูกหนี้ที่ดีที่จะมีต้นทุนการกู้ที่สูงขึ้นด้วย เพราะผู้ประกอบการจะนำต้นทุนดังกล่าวมาคำนวณเป็นต้นทุนกลับในการปล่อยกู้

 

++แบงก์คัดลูกความขึ้นศาล

 

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ กล่าวว่า อัตราค่าธรรมเนียมขึ้นศาลอัตราใหม่นั้น เป็นการคำนวณค่าธรรมเนียมศาลที่มีทั้งส่วนที่ลดและเพิ่มขึ้น โดยธนาคารเจ้าหนี้แต่ละปีถ้ามียอดหนี้ต้องยื่นฟ้องคดีใหม่ทุนทรัพย์จำนวน 10,000 ล้านบาทค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมศาลต้องสูงขึ้น ซึ่งธนาคารผู้ฟ้องต้องมีเงินทดรองจ่ายไปก่อนศาลจึงจะรับฟ้องคดี ขณะที่ในหลักการค่าธรรมเนียมศาลนั้นเป็นภาระของผู้แพ้คดีที่ต้องจ่ายภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยธนาคารเจ้าหนี้ต้องเรียกค่าธรรมเนียมศาลจากผู้แพ้คดีแทนเงินที่ทดรองจ่ายไปก่อนหน้า ซึ่งเงินที่ทดรองจ่ายนั้นจะตกเป็นของรัฐ กรณีที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงยอมความกันได้ศาลจะคืนเงินทดรองจ่ายให้ 3ใน 4 หรือ 180,000 บาท หักค่าขึ้นศาล 20,000 บาท

 

" แบงก์ต้องคัดฟ้องลูกหนี้ที่คุ้มค่ากับค่าขึ้นศาล เพราะกฎหมายใหม่ค่าขึ้นศาลดูเหมือนจะถูกกว่ากฎหมายเก่า แต่วงเงินส่วนเกิน 50ล้านบาทนั้นจะคิดค่าขึ้นศาลแพง โดยคำนวณแบบขั้นบันไดในอัตรา 0.1% ของทุนทรัพย์ ถ้าทุนทรัพย์สูงๆแบงก์ก็ต้องมีเงินทดรองจ่าย"แหล่งข่าวกล่าว

 

++ธรรมเนียมศาลคดีมโนสาเร่

 

อนึ่ง นอกจากการปรับค่าธรรมเนียมศาลในคดีมโนสาเร่ข้างต้นแล้ว ในส่วนของคดีสามัญหรือคดีแพ่ง( ทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาทต่อคดีนั้น) แบ่งวิธีคิดค่าธรรมเนียมเป็น 2 ประเภทคือ 1. คดีที่มีทุนทรัพย์ เดิมจะคิดค่าธรรมเนียมศาลอัตรา 2.5% ของทุนทรัพย์ โดยค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่ 200 บาทสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทเฉพาะทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่ภายใต้พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดให้ลดค่าธรรมเนียมศาลเหลือ 2% ของทุนทรัพย์ (ขั้นต่ำอยู่ที่ 200 บาทสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ส่วนวงเงินเกิน 50 ล้านบาทให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.1%ของทุนทรัพย์ เช่น คดีที่มีทุนทรัพย์ 1,000 ล้านบาท โดย 50 ล้านบาทแรกจะคิดค่าธรรมเนียม 200,000 บาทต่อคดี ส่วนที่เกินจำนวน 950 ล้านบาทจะคิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.1%

 

ส่วนกรณีของคดีไม่มีทุนทรัพย์ เช่น การฟ้องขับไล่ ฟ้องรับรองบุตรกำหนดให้คิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 200 บาทต่อคดี กรณีที่ดำเนินคดีคู่กันทั้งคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์ให้คิดค่าธรรมเนียมศาลตามคดีที่มีทุนทรัพย์คิดอัตรา 2% ของทุนทรัพย์(200 บาท แต่ไม่เกิน 200,000 บาท)

 

ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

คนที่มีความรู้ มีอำนาจ และหน้าที่ คิดได้แค่นี้....ส่งสารตัวเองจัง

การขึ้นค่าธรรมเนียมศาลไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสังคม...แต่เป็นการลดงานของศาลทั้งๆ ที่ปัญหามากขึ้น  การคิดค่าธรรมเนียม ควรมีกฏหมายแบ่งแยกที่ชัดเจน และเข้มงวดกว่านี้ เช่น

ในกรณี การกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ ดอกเบี้ยแพงมาก การฟ้องร้องก็อยู่ในมือผู้มีอำนาจและมีเงิน  แต่กรณี การฟ้องร้องในการทำอาชีพสุจริต เช่นลูกหนี้การค้า ซึ่งไม่ได้คิดดอกเบี้ยการค้า

ควรจะให้ลูกหนี้รับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมศาล ค่าเสียประโยชน์ เสียเวลา

เจ้าหนี้ ควรจะเรียกร้องได้ 

แม้แต่ดอกเบี้ยการชำระล่าช้าผิดนัด ศาลควรตัดสินให้ชำระ 15% ต่อปี ไม่ใช่อะไรๆ ก็ 7.5 %ต่อปี

ทั้งที่ในสังคมทุกคนก็แบกดอกเบี้ยมากกว่า 15% อยู่แล้ว

อีกทั้งค่าทนายความ ศาลก็ควรให้ฝ่ายผิดเป็นคนจ่ายแทน ไม่ใช่ตัดสิน 3-5 พัน

ทั้งๆที่จ่ายจริงเป็นแสน น่าเกลียดจริงๆ ใช้อะไรคิดเนี่ย(กำหนดให้ชัดเจน ...% ของทุนทรัพย์)

คนทำงานสุจริต เดือดร้อน เสียหาย แค่จะเอาเงินตนเองคืนยังลำบาก ต้องจ่ายเงินค่าต่างๆ สารพัด

เพราะอย่างนี้ ลูกหนี้จึงถือคติ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อยากได้เงินคืน ก็ฟ้องเอาสิ

ถ้ากฏหมาย(ศาล) ยุติธรรม ใช้ปัญญาที่มีแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ยากหรอก

(สมองปัญญา เด็กป.6 ก็คิดได้)  

หากทำได้อย่างที่บอก ปัญหาก็ลดไปเอง ไม่ต้องใช้สมองคิดให้เหนื่อยยากหรอก...

ศาลไม่ต้องเสียเวลาปรับค่าธรรมเนียม (ไม่แน่...อยากหาเงินเข้าคลังเพิ่ม)

โดยคุณ ผู้โง่เขลา 4 ส.ค. 2554, 20:27

ความคิดเห็นที่ 1

ทำไปได้

โดยคุณ ป.ปลา 4 ส.ค. 2554, 20:07

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก