X Close ปิดเองอัตโนมัติภายใน  30 วินาที
452

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน สถาบันการเงิน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700

อ่านต่อได้ที่นี่

3120

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700

อ่านต่อได้ที่นี่

576

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 \"อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล\"

อ่านต่อได้ที่นี่

รับแปลเอกสารต่างๆ

อ่านต่อได้ที่นี่

ความผิดฐานฉ้อโกง: ปรึกษาคดีฉ้อโกง 02-9485700

  • ฉ้อโกง

     

    ความผิดฐานฉ้อโกง

     

    ทนายคลายทุกข์ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกง/ คดีฉ้อโกง/ ฉ้อโกงด้วยการปกปิดข้อความอันเป็นเท็จ/ ฉ้อโกงประชาชน/รูปแบบคดีฉ้อโกง  มานำเสนอใน Web page หน้านี้  โดยจะนำเสนอเป็นตอนๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์  เริ่มสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แรก  โดยจะเริ่มนำเสนอเป็นตอนที่ 1  ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม Web page นี้

    ขอเรียนเชิญให้ท่านกลับเข้ามาเยี่ยมชมใหม่ในสัปดาห์หน้านะครับ

     

                ทีมงานทนายความจะนำความผิดฐานฉ้อโกง/ คดีฉ้อโกง/ ฉ้อโกงด้วยการปกปิดข้อความอันเป็นเท็จ/ ฉ้อโกงประชาชน/รูปแบบคดีฉ้อโกง  ให้ท่านแสดงความคิดเห็นได้ในหน้านี้  ในช่องแสดงความคิดเห็นหรือโทรปรึกษาคดีฉ้อโกง  081-912-5833,081-616-1425

    ความผิดฐานฉ้อโกง ตอนที่ 1

     

    มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    มาตรา342  ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ

    (1) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ

    (2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง

    ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    มาตรา 343  ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

     

    มาตรา 344  ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานอย่างใดๆ ให้แก่ตนหรือให้แก่บุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ตกลงกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    มาตรา 345 ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    มาตรา 346 ผู้ใดเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบาปัญญา และไม่สามารถเข้าใจตามควรซึ่งสารสำคัญแห่งการกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    มาตรา 347  ผู้ใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย แกล้งทำให้เกิดเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    มาตรา 348  ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 343 เป็นความผิดอันยอมความได้

    ตัวอย่างคดีฉ้อโกง

     

    ฟ้องแล้วเปมิกา แฉละเอียดยิบขั้นตอนลวง หมอเผ่า ติดกับ

     

    เปมิกา แม้จะเปลี่ยนชื่อแก้เคล็ดก็ไม่อาจช่วยได้ อัยการฟ้องแล้วพร้อมเพื่อนร่วมก๊วน 3 คน หลอกลวง หมอเผ่า เจ้าของสถาบันกวดวิชาดังหลายรูปแบบทั้งระลึกชาติ เคยเป็นเมีย เป็นขุนศึกสมัยกรุงศรีอยุธยา ถูกเมียหลวงตามฆ่าทุกชาติ ให้เช่าพระแก้คุณไสย หาปืนไว้ป้องกันตัว เช่าคอนโดฯ ไว้หลบภัย ซื้อรถเก๋งคันหรูเพื่อชดใช้กรรม ได้ทรัพย์สินเข้ากระเป๋าไปเกือบ 10 ล้าน ยันให้การปฏิเสธ ขอสู้คดีในศาล แล้วความจริงจะถูกเปิดเผย ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจลูกผู้หญิงด้วยกัน

     

    วันนี้ (20 ธ.ค.) ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 รัชดาภิเษก น.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต อายุ 25 ปี, น.ส.ฤทัย หรือแนน รุ่งสิริเมธากุล อายุ 23 ปี, นายณัฐพล หรือภาสยภูริณฐ์ หรือตั้ม พรมประไพร อายุ 28 ปี และนายวทัญญู หรือปุ้ย ตันธีระพงศ์ อายุ 27 ปี ทั้งหมดเป็นนักศึกษาผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงทรัพย์ พร้อมนายอภิชาติ จรสาย ทนายความ ได้เข้ารับฟังการสั่งคดีจากพนักงานอัยการ ซึ่งอัยการมีความเห็นให้สั่งฟ้อง จากนั้นได้นำตัวมายื่นฟ้องเป็นจำเลยที่ 1-4 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยอาศัยความอ่อนแอทางจิตของเจ้าของทรัพย์สิน ตามคำฟ้องระบุความผิดพวกจำเลยว่า

     

    เมื่อระหว่างเดือน ต.ค.49 ถึง เดือน พ.ย.50 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน นายแพทย์ประกิตเผ่า ทมชิตชงค์ เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง แอพพลายด์ ฟิสิกส์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีความอ่อนแอทางจิต มีความผิดปกติทางด้านภาวะจิตใจ เป็นโรคจิตอารมณ์แปรปรวน หลงผิดแยกไม่ได้ว่าข้อมูลใดเป็นจริง ขาดความยั้งชั่งใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนอื่นชักจูง จึงหลงเชื่อตามคำหลอกลวงและการสร้างสถานการณ์ของจำเลยทั้งสี่ โดยเข้าใจว่าตนเองสามารถนั่งสมาธิจนสำเร็จญาณขั้นสูง สามารถระลึกชาติได้ ถอดจิตได้ มีอำนาจที่บุคคลธรรมดาไม่สามรถทำได้ และยังเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีความสามารถนั่งสมาธิจนสามารถเข้าสู่ฌานและสามารถระลึกชาติได้เช่นกัน

     

    จากนั้นพวกจำเลยได้ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งหลายหน โดยร่วมกันสร้างสถานการณ์และหลอกลวงจนเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 เคยเป็นภรรยาผู้เสียหายที่ 1 เมื่อ 99 ภพ ชาติที่ผ่านมา มีหนี้กรรมต้องชดใช้กันในชาตินี้ โดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นขุนศึกเคยมีม้าชื่อนิลพยัคฆ์ และ นิลมังกร ในชาตินี้ จึงขอให้ผู้เสียหายที่ 1 ซื้อรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี่ สีดำ มูลค่า 1,569,000 บาท รวมทั้งเงินสด 980,000 บาท เพื่อซื้อแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ สห-9999 ให้แก่จำเลยที่ 1

     

    นอกจากนี้ พวกจำเลยยังได้หลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ได้ถูกนางอลิสา ทมชิตชงค์ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียหายที่ 1 ฆ่าตายทุกภพชาติ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 มาฆ่าจำเลยที่ 1 อีกในชาตินี้ จึงให้ผู้เสียหายที่ 1 เช่าพระเครื่องล้อมกรอบทองคำ 15 องค์ และล้อมกรอบสเตนเลส จำนวน 10 องค์ รวมเป็นเงิน 500,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 1

     

    ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้หลอกผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ระลึกชาติเห็น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นขุนศึกสมัยกรุงศรีอยุธยา กวาดต้อนจำเลยที่ 1 อยู่ด้วยเป็นเหตุให้กำไลข้อมือสูญหายไป จึงขอให้ผู้เสียหายที่ 1 ซื้อนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน มูลค่า 245,000 บาท มาคืนให้แทนกำไล

     

    อีกทั้งจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ระลึกชาติได้เห็น ผู้เสียหายที่ 1 เคยมอบแหวนไว้ให้จำเลยที่ 1 มาก่อน จึงขอให้ผู้เสียหายที่ 1 ซื้อแหวนเพชรมูลค่า 145,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 อีกและพวกจำเลยได้หลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ว่านางอลิสา ผู้เสียหายที่ 2 จะทำร้ายจึงขอปืนพกไว้ป้องกันตัว ผู้เสียหายที่ 1 จึงมอบปืนพก 3 กระบอก มูลค่า 200,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ให้พวกจำเลยไป

     

    อัยการโจทก์ยังระบุฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ทำนองว่า นางอลิสา ผู้เสียหายที่ 2 จะมาทำร้าย ต้องหาที่อยู่อาศัย เหมาะที่จะพบกันเพื่อนั่งสมาธิและหลบภัยผู้เสียหายที่ 1 จึงไปเช่าคอนโดมิเนียม 2 ห้อง มูลค่า 410,000 บาท ให้แก่พวกจำเลย ต่อมาจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ว่า เคยวางเพลิงเผาบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อชาติภพก่อน ต้องชดใช้หนี้กรรมด้วยการซื้อบ้านหลังใหม่ให้ ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อ จึงนำเงินจำนวน 250,000 บาทไปวางมัดจำเพื่อซื้อบ้านในหมู่บ้านปริญญาดา แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม. ให้แก่จำเลย

     

    โดยพวกจำเลยได้หลอกผู้เสียหายที่1 ว่า นางอลิสา ผู้เสียหายที่ 2 ใช้ไสยศาสตร์ทำคุณไสยใส่จำเลยที่ 1, 3 และ 4 จึงขอให้ผู้เสียหายที่ 1 ซื้อสร้อยคอและพระเครื่องพร้อมกรอบทอง 10 องค์ เบี้ยแก้คุณไสย รวมเป็นเงิน 140,000 บาท ให้แก่พวกจำเลยเพื่อใช้ป้องกันอันตราย

     

    ท้ายคำฟ้องอัยการยังระบุถึงพฤติการณ์ด้วยว่า จำเลยทั้งสี่ยังร่วมกันหลอกผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัย ต้องการย้ายคณะ เพราะถูกบุคคลระดับสูง ข่มเหงลวนลาม จำเป็นต้องใช้เงินจำนวน 500,000 บาท ในการวิ่งเต้นโยกย้ายคณะ ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อจึงมอบเงินให้แก่พวกจำเลยไป และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกผู้เสียหายที่ 1 ทำนองว่า เป็นขุนศึกคุมทหารยกทัพมาเผ่าบ้านของจำเลยที่ 1 แล้วปล้นเอาเงินของจำเลยที่ 1 และครอบครัว เทียบกับค่าเงินในปัจจุบันจำนวนกว่า 5 ล้านบาท ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อจึงนำเงินของของตน และเงินของนางอลิสา และ รศ.เพลินจิต ทมทิตชงค์ ผู้เสียหายที่ 2-3 จำนวน 4,586,287 บาท เพื่อชดใช้หนี้กรรมให้แก่พวกจำเลยไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตรวมทั้งสิ้น 9,658,000 บาท

     

    เหตุเกิดที่แขวงและเขตปทุมวัน แขวงและเขตพญาไท กทม.และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ต่อมาวันที่ 16 ต.ค. 50 พนักงานสอบสวนกองปราบแจ้งข้อกล่าวหาแล้วจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

     

    ศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ อ.4543/50 และสอบคำให้การ ซึ่งจำเลยทั้งหมดแถลงให้การปฏิเสธ ศาลจึงนัดแถลงเปิดคดีวันที่ 25 ก.พ.ศกหน้า เวลา 09.00 น.

     

    ทั้งนี้ น.ส.เปมิกาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างเดินทางมาศาลอาญาว่า รู้สึกสบายใจมากขึ้นกับเรื่องนี้ และยังคงให้การปฏิเสธกับข้อหาที่เกิดขึ้น และครั้งนี้ก็ถือว่าจะได้เป็นโอกาสที่ตนได้พิสูจน์ตนเองเพราะเรื่องทุกอย่างจะชัดเจนมากขึ้น อย่างเช่นทุกครั้งที่มีการไกล่เกลี่ยกันตนก็ได้ให้ความร่วมมือกับศาลมาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ หลังจากนี้ก็จะขอยื่นประกันตัวเพื่อสู้คดีต่อไป และอยากให้บทสรุปเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์โดยเฉพาะกับผู้หญิงด้วยกัน

     

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันนี้เกิดเหตุขลุกขลักนิดหน่อยในการยื่นคดีฟ้องต่อศาลเนื่องจาก พนักงานอัยการต้องแก้ไขคำฟ้องในส่วนของ น.ส.เปมิกา ที่เปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็น สิริรัษสิริ เหลืองเรณูกุล

    ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก http://www.manager.co.th/

     

     

" บทความและคำแนะนำของทนายคลายทุกข์เป็นประโยชน์ต่อท่านหรือไม่ "


ความคิดเห็น

  •  1  2  3 .. 13   

  • ความคิดเห็นที่ 247

     รบกวนช่วยตอบบข้อสงสัยหน่อยค่ะพอดีขายรถมอไซให้เพื่อนไปโดยได้โอนชื่อให้เพื่อนไปเรียบร้อยแล้วแต่เพื่อนสัญยาว่าจะให้เงินตอนสิ้นเดือนแต่พอสิ้นเดือนไปทวงก็ย้ายห้องหนีปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ดิฉันเสียความรู้สึกมากที่อุตสาห์ไว้ใจดิฉันจะต้องทำอย่างไรคะกลุ่มใ

    จมาก

    โดยคุณ กาญจนา  (1.46.98.198)     13 เม.ย. 2557

  • ความคิดเห็นที่ 246

    เรื่องมีอยู่ว่า มันคดีของการจัดหางาน มีคนมาว่าจ้างให้ฉันพาคนงานไปตรวจโรคแล้วส่งคนงานกลับแล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ติดต่อกับคนว่าจ้างมาเป็นเวลา9ปี แล้วเพิ่งรู้ว่าดิฉันโดนฟ้องข้อหาจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาติ พอรู้ข่าวก็เลยตรวจสอบว่าคนที่ว่าจ้างตนเองนั้นดดนจับและโยนความมาให้ว่า ได้รับเงินจากคนงานจริงคนละ30000จำนวน2คนรวมเป็น60000บาทและบอกกับศาลว่าโอนเงินทั้งหมดมาให้ดิฉันซึ่งดิฉันไม่ได้รับเงินจำนวนนั้นสักบาทและไม่มีหลักฐานการโอนเงิน  ช่วยแนะนำว่ควรจะทำยังไง

    โดยคุณ กาน  (171.7.176.247)     26 มี.ค. 2557

  • ความคิดเห็นที่ 245

     ดิฉันเป็นเหมือนความคิดเห็นที่243เลยคะ ควรจะทำอย่างไรดีคะ

    โดยคุณ ลดา  (14.207.159.234)     21 มี.ค. 2557

  • ความคิดเห็นที่ 244

     ดิฉันเป็นเหมือนความคิดเห็นที่243คะ ช่วยบอกด้วยคะดิฉันควรทำไงดี

    โดยคุณ ลดา  (14.207.159.234)     21 มี.ค. 2557

  • ความคิดเห็นที่ 243

    สวัสดีค่ะดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินจึงได้พึ่งการหาเงินกู้นอกระบบผ่านทางอินเตอร์เน็ต จนดิฉันได้ติดต่อกับผู้หญิงคนหนึ่งเค้าบอกว่าอยู่ที่กรุงเทพให้ดิฉันส่งเอกสารไปให้เพื่อพิจารณาก่อนตอนนั้นดิฉันไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าต้องการได้เงินเพื่อเอาไปจ่ายค่างวดรถที่ค้างไว้จึงได้ส่ง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชี เอทีเอ็มพร้อมรหัสบัตร คิดว่าเค้าจะเป็นเหมือนคนปล่อยเงินกู้ทั่วๆไป แต่ที่ไหนได้ ดิฉันกลับติดต่อเค้าไม่ได้อีกเลย จนเกือบ 1 สัปดาห์ ทางบ้านของดิฉันได้โทรมาบอกว่ามีตำรวจมาขอพบดิฉันข้อหาที่ดิฉันหลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมให้แต่ส่งกระเป๋าธรรมดาามตลาดนัดไปให้ โดยโอนมาที่บุญชีของดิฉันที่ดิฉันได้ส่งไปให้คนที่จะปล่อยเงินกู้ ดิฉันเลยโทรไปถามท่ธนาคาร ธนาคารบอกว่ามีเงินเข้าในบัญชีของดิฉัน 18000 โดยไปกดที่ตู้เอทีเอ็มที่ประโคนชัย บุรีรัมย์ วันนี้ดิฉันได้ไปแจ้งความเอาไว้แล้วค่ะ แต่เจ้าทุกข์เค้าแจ้งความจับดิฉันเนื่องจากเอกสารทุกอย่างมันเป็นของดิฉัน ดิฉันควรทำอย่างไรต่อไปดีคะ ช่วยตอบดิฉันด้วยค่ะ

    โดยคุณ กมลวรรณ  (49.230.106.53)     19 มี.ค. 2557

  • ความคิดเห็นที่ 242

     ผมโดนข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จำนวนเงิน 2000 บาท ตำรวจส่งหมายเรียกมาแล้ว 1ครั้ง ผมไม่ได้ไปตามหมายเรียก

    แล้วหายไปประมาณ 3 สัปดาห์ ตำรวจโทรมาให้ผมโอนเงิน 5000 บาท ให้ผู้เสียหาย

    ผมต้องทำอย่างไงดีครับ ผมไม่ค่อยมีเงินด้วน จะต่อลองได้ไหมครับ กรุณาให้คำตอบผมด้วยนะครับ

    กำลังรอฟังคำตอบอยู่

    โดยคุณ ผู้มีความทุกข์  (1.20.0.162)     11 มี.ค. 2557

  • ตอบกลับความคิดเห็นที่ 242

    คดีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) ดังนี้ ท่านจึงไปพบพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนผู้รับผิดชอบเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยต่อรองลดหย่อนค่าเสียหายนั้นกับผู้เสียหาย

    โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ (สมาชิก)  (58.136.20.25)     6 เม.ย. 2557

  • ความคิดเห็นที่ 241

    เรื่องมีอยู่ว่า

    ผม เป็คนที่เล่นเกมส์ต่างๆ ผ่าน อินเตอรเน็ต มีการซื้อขายกัน ตามประษานักเล่นเกมส์ ก็ได้ทำการซื้อขายกัน ปกติเรื่อยมา จนกระทั่งมาวันนึง มีคนที่้เคยซื้อด้วยกัน มาซื้อ ขอ2รอบ รอบแรก แลกกับ สินค้า 1อย่างที่ฒูลค่า เท่าเทียมกับ จำนวน ของในเกมส์ ที่ผมจะขาย ผมเลยยินยอม ให้ไป โดยให้เขาส่งมาตามที่อยู๋ผม เรื่องก็ ผ่านไปปกติ ผมได้รับของ  พอมาครั้งที่2 ห่างกันไม่นานนัก เขามาขอซื้อต่อ ของ ในเกมส?อินเทอเน็ต ออนไลน์ เหมือนเช่นเคย แต่จะของซื้อ ของมูลค่า 3พัน แต่เขาบอกว่าเขามีเงินแค่ 2600 ผมก็ ยินยอมขายให้เขส ก็ผ่านไปได้ด้วยดี พอหลังจากนั้น มา2-3วัน ทางธนาคาร โทรมาบอกว่า เงินที่เข้ามา เป็น เงินที่ฉ้อโกง ผมเลยอธิบายรายระเอียด ไป พอวันถัดมา เจ้าของเงิน แลก เจ้าของ สิ่งของที่ส่งมา ครั้งแรก ได้ติดต่อมาหาผม ผมเลยคุย เขาบอกว่า ผม ไปหลอกลวง ขายของให้เขาโดยการเสนอขายอะใรไม่รุ้ ให้เขา โอนเงินมา ในรารคา 2600 ที่ชื่อบัญ ชีผม และคนที่2ก็เช่นกัน เขาบอกว่าโดนหลอกให้โอนเงินไป ร้านอุปกรตกปลาร้านนึ่ง สั่ง ชุดตกปลา ไว้1ชุด และได้ ทำการ ส่งมาที่ ที่อยู่ผม ผมเลยอธิบายไป เขาเลยเอาหลักฐานมาให้ดู ปรากดว่า มีจริงครับ มีโพสหน้าเวปไซ์ ว่าขายของเกี่ยวกับอปกรตกปลา นุ่นนี่นั่น โดยโอนเงินมาที่ เลขบัญชี (เลขบัญชีที่เขาแปะไว้ คือเลขบัญชีผม) เขาเลยบอกว่า แจ้งความไปแล้ว เพราะเขาก็ไม่รุ้ในตอนแรก ว่าผมก็ ถูกหลอกเหมือนกัน แต่ผมไม่มีหลักฐานไดๆ เลย ผมเลยขอต่อรองโดยการ ขอ ใช้หนี้จนครบ เขาบอกว่า เขาจะ ถอนแจ้งความ เมื่อได้รับเงินจนครบ ส่วนอีกคน ก็ บอกว่า เขาจะ ไม่เอาเรื่อง ถ้าได้ ของที่ส่งมาที่บ้านผม คืนไปให้เขา **คำถามคือ 1.ในกรณีนี้ ผมจะเอาผิดที่ใครได้ใหมครับ 2.เขาบอกว่า เขาได้แจ้งความไปแล้ว แล้วแบบนี้ประวัต เจ้าของบัญชี จะเสียใหม 3.เขาบอกว่าถ้าชดใช้ทุกอย่างครบ เค้าจะถอนแจ้งความไม่เอาเรื่อง มันสามารถถอนแจ้งความได้ใหม 4.ถ้าเขาไม่ถอนแจ้งความ โดยที่ผมได้ ชดใช้ เงินทั้งหมดไปแล้ว ผมควรจะทำยังไงดี เพราะว่า ผมกับ คู่กรรี อยู่กันคนละ ฟากประเทศ ***ถ้ายาวไปขออภัยนะครับ กรุณาตอบผมที ผมจะชดใช้ ผมก็ยัง ลังเลใจ กลัวว่าใช้ไปแล้ว เขาจะไม่ถอนแจ้ง ความ***

     

    โดยคุณ พีรยุทธ  (1.47.10.165)     8 มี.ค. 2557

  • ตอบกลับความคิดเห็นที่ 241

    1.บุคคลใดกระทำให้ท่านต้องเสียหายท่านก็มีสิทธิดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายได้ตามที่ กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธินั้นไว้
    2.กรณีที่ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์โดยพนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาแก่ท่านในฐานะเป็นผู้ต้องหา ก็ย่อมมีประวัติถูกดำเนินคดีอาญานั้นได้
    3.ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39(2)และ
    4.ส่วนข้อสงสัยประการอื่น ท่านสามารถโทรปรึกษากับทีมทนายคลายทุกข์ที่ 02-9485700
     

    โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ (สมาชิก)  (58.136.20.6)     2 เม.ย. 2557

  •  1  2  3 .. 13   

แสดงความคิดเห็น

  •    
    ชื่อ
    เมล์
    ความคิดเห็น
    ตัวเลขที่เห็น
     แจ้งทาง e-mail เมื่อมีผู้ตอบกระทู้นี้

เข้าสู่ระบบ

คุณสามารถ สมัครสมาชิกได้ที่นี่...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุดในหมวด

ข่าวที่ถูกค้นมากที่สุดในหมวด