งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
ระวังใช้มือถือระหว่างขับรถ อาจถูกยึดมือถือ
ช่วงนี้มีช่าวรณรงค์เกี่ยวกับการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
และให้หมายความรวมถึงเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก
ซึ่งได้มีการแก้ไขโดยผ่าน สนช. 3 วาระไปแล้ว อีกประมาณ 90 วัน จะมีผลใช้บังคับ
คาดว่าประมาณต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551
ทนายคลายทุกข์ขอนำเรื่องนี้มาวิเคราะห์ดังนี้
อยากจะเชื่อว่าตำรวจจราจรไม่เลือกปฏิบัติ แต่ก็ทำใจยากหน่อยนะครับ
มาตรา 33 ในการริบทรัพย์สิน
นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตาม กฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว
ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้อีกด้วยคือ
(1) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้
หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
(2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด
เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจ
ด้วยในการกระทำความผิด
รายงานข่าวจากเวปไซด์คมชัดลึก.com นำมาประกอบให้ความรู้กับประชาชน
อันตราย! ใช้ ?มือถือ?
ขณะขับรถ
การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถคงจะเห็นเป็นภาพ ?ชินตา?
บางครั้งสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ และที่สำคัญเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
มีผู้เสียชีวิตและ ทรัพย์สินเสียหาย จนทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวล ซึ่งล่าสุดกองบังคับการตำรวจจราจร
มีแนวคิดร่วมกับหลายฝ่ายเพื่อ ?ร่างกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ?
ในขณะขับรถ
สำหรับสถิติการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่รับผิดชอบ ของกองบังคับการ ตำรวจจราจรตั้งแต่ปี
2545 จะพบว่ามีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจำนวน 45,388 ราย ปี 2546 จำนวน 52,400 ราย
ปี 2547 จำนวน 54,898 ราย ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งปี 2548
หลายฝ่ายเริ่มมีการรณรงค์เกี่ยวกับ การขับขี่รถบนท้องถนนให้ปลอดภัย หลายโครงการ
ไม่ว่าจะเป็นการเมาไม่ขับ สวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง
การรวบรวมสถิติอุบัติเหตุตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2548
ในแต่ละเดือนเมื่อเทียบกับปีอื่นๆ ในเดือนเดียวกัน พบว่ามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดน้อยลงเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่าสถิติเชิงปริมาณดังกล่าวจะไม่ได้แยกย่อยว่าเกิดจากสาเหตุการใช้โทรศัพท์มือถือก็ตาม
แต่ตำรวจเชื่อว่ามีอุบัติเหตุหลายกรณีที่เกิดจากการใช้ ?โทรศัพท์มือถือ?
ขณะขับรถ
จากสถิติอุบัติเหตุในแต่ละปีทำให้หลายฝ่าย ตื่นตัวในการแก้ปัญหา
เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.ภาณุ
เกิดลาภผล ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ซึ่งรับผิดชอบดูแลการจราจรในพื้นที่ราบเช่นเดียวกับตำรวจจราจรแต่ละ
สน. และพื้นที่บนทางด่วนทุกเส้นทางทั่วกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ยังดูแลเครือข่ายเกี่ยวกับวิทยุจอภาพ การจราจรซีซีทีวีตามจุดติดตั้งบนท้องถนน
การเบิกจ่ายใบสั่งของตำรวจจราจร การตรวจสอบสภาพรถและตรวจสอบมลพิษต่างๆ บนท้องถนน
นอกจากนั้นยังรับผิดชอบตำรวจจราจร ในโครงการพระราชดำริและ ในส่วนอำนวย
การทำหน้าที่ ออกกฎระเบียบในการใช้รถใช้ถนน ก็ตื่นตัวในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นหัวหอกสำคัญในการยกร่างกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ
พล.ต.ต.ภาณุ
ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2540 เจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการร่างกฎหมายได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ
ขณะขับขี่ว่าน่าจะมีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เพื่อความปลอดภัย
จนกระทั่งต่อมาได้มีการออกร่างการจราจรทางบกเพื่อแก้ไขในมาตรา 43 คือให้เพิ่มข้อห้าม
โดยระบุว่าในขณะที่ขับรถเคลื่อนที่ห้ามพูดหรือใช้โทรศัพท์ เว้นแต่โทรศัพท์นั้นจะมีอุปกรณ์ซึ่งผู้ขับขี่จะสามารถพูดหรือฟังได้
โดยไม่ต้องใช้มือจับหรือถือโทรศัพท์ไว้ ขณะพูดหรือรับฟัง รวมไปถึงการห้ามใช้แฮนด์ฟรีด้วย
ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 400-1,000 บาท
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า
จากนั้นเมื่อปี 2541 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ยังได้ประสานไปยัง กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสอบถามไปยัง
สถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศในทวีปเอเชีย
ทวีปยุโรป อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ เกี่ยวกับข้อมูลกฎหมาย
การใช้โทรศัพท์มือถือในการขับรถ ซึ่งแต่ละสถานทูตต่างเห็นด้วยกับ
กฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ
ในปีเดียวกันสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้มีการประสานไปยังบัณทิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อทำโพลล์สำรวจความคิดเห็น จากประชาชนในเขต กรุงเทพมหานคร โดยการทำวิจัยได้สุ่มตัวอย่าง
ประชาชนจำนวน 2,000 คน ด้วยคำถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์
พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 19.20 เปอร์เซ็นต์
แต่มีผู้เห็นด้วยถึง 80.80 เปอร์เซ็นต์ และในปีเดียวกันได้มีการสอบถามความคิดเห็นประชาชนเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือโดยสถานีวิทยุ
สวพ.91 ได้สอบถามประชาชนที่โทรเข้ามาร่วมรายการจำนวน 3,105 คน พบว่ามีประชาชนเห็นด้วยจำนวน 75 เปอร์เซ็นต์
และมีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้รอการพิจารณาไว้ก่อน
พล.ต.ต.ภาณุ
สรุปสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนแต่ละครั้งส่วนใหญ่มาจากปัจจัยหลักๆ
3 ประการ
1.สภาพถนน ถนนเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้เกิด อุปสรรคในการขับขี่จนถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุได้หากผู้ขับขี่ไม่ระมัดระวัง
2.ยานพาหนะ ต้องได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเบรก คลัช ลมยางและอุปกรณ์สำคัญของรถที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
3.ตัวบุคคลผู้ขับขี่เอง ที่ผ่านมาพบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์มาจากความประมาท ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงจนไม่สามารถบังคับรถได้
ขับรถปาดหน้ากระชั้นชิด เบรกโดยไม่ให้สัญญาณ เป็นต้น
นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ อีก 10 เปอร์เซ็นต์
คือเรื่องเมาแล้วขับ ความง่วง และการใช้โทรศัพท์มือถือ
เหล่านี้คือความไม่พร้อมของร่างกายซึ่งเป็นจุดสำคัญ ทำให้สมาธิในการขับขี่ยานพาหนะลดน้อยลง
รวมถึงการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย
?ร่างกฎหมายการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือมีส่วนที่ดี คือทำให้ผู้ขับขี่ มีสมาธิในการขับรถมากยิ่งขึ้น
และทำให้สถิติการอุบัติเหตุลดน้อยลง ส่วนข้อเสียคือในสภาวะที่น้ำมันแพงเช่นนี้
การใช้โทรศัพท์มือถือยอมรับว่าเป็น สิ่งสำคัญในการติดต่อสื่อสาร
เพราะช่วยในเรื่องของการประหยัดเวลาและ ค่าใช้จ่ายได้มาก แต่เมื่อมองไป
ที่ผู้อนุมัติกฎหมายแล้ว กฎหมายนี้คงผ่านได้ยาก เพราะสภาผู้แทนราษฎร
คงไม่ออกกฎหมายที่มาจำกัด สิทธิของประชาชน? พล.ต.ต.ภาณุ กล่าว
ผบก.จร. ยังฝากเตือนประชาชนว่า
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เสียทั้งทรัพย์สิน เวลา
และบางรายอาจหนักถึงกับเสียอวัยวะสำคัญ และเสียชีวิต แต่เรื่องนี้ทุกคนสามารถป้องกันได้โดยการไม่ประมาท
และถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายมาบังคับใช้ก็ตาม ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ โดยเฉพาะเส้นทางที่มีการใช้ความเร็วมากๆ เช่น บนทางด่วน
โทลล์เวย์ ผู้ขับขี่ต้องใช้สมาธิ มิฉะนั้นการใช้โทรศัพท์เพียงไม่กี่วินาที จะทำให้เกิดความสูญเสียที่ใหญ่หลวง
และไม่อาจจะเรียกร้องเอาชีวิตคืนมาได้
ความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังผลักดันให้ร่างกฎหมาย ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ
ขณะขับรถออกบังคับใช้เป็นกฎหมายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 8 ปีก็ตาม
แต่สิ่งเดียวที่เห็นคือเป็น แรงกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวในการป้องกันตนเองขณะขับขี่ได้