งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
วิเคราะห์คดีเล่าต๋า
ศาลยกฟ้อง
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวเกี่ยวกับศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องคดีเล่าต๋า
แสนลี่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เคยเป็นเลขานุการส่วนตัวให้กับขุนส่า
เนื้อหาของข้อเท็จจริงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีข้อเท็จจริงดังนี้
ศาลฎีกายกฟ้อง ?เล่าต๋า แสนลี่? กับบุตรชาย
ที่ห้องพิจารณาคดี 609 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 พ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดียาเสพติด ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด
2
เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 70 ปี กับบุตรชาย นายวิจารณ์
แสนลี่ อายุ 31 ปี และนายสุขเกษม แสนลี่
อายุ 27 ปี เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ
ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่
2 คนขึ้นไป กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า
จำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต
4 เดือน
และให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสาม
ในฐานความผิด สมคบกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดฐานมีวิทยุสื่อสารไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกาขอศาลลงโทษจำเลยตามความผิด ส่วนจำเลยยื่นฎีกาขอให้ศาลยกฟ้อง
ตามโจทก์ฟ้องสรุป
ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 46 นายสมศักดิ์ หรือดำ พิมพิมาย จำเลยในคดีค้ายาเสพติดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
ให้การซัดทอดถึงจำเลยทั้งสามว่า มีส่วนร่วมในการสมคบค้าเฮโรอีนหนัก 336
กรัม คิดเป็นเฮโรอีนบริสุทธิ์ 280.455 กรัม ต่อมาเจ้าหน้าที่บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
(บช.ปส.) จึงขออนุมัติหมายจับจากศาล เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. และนำกำลังเข้าจับกุมจำเลยทั้งสาม ได้ที่บ้าน 2 กระบอก
พร้อมเครื่องกระสุน เครื่องวิทยุสื่อสาร 3 เครื่อง โทรศัพท์ มือถือ 1 เครื่อง และกล้องส่องทางไกล
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
พยานหลักฐานโจทก์ เป็นพยานแวดล้อม ไม่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์
เบิกความมีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ อาทิ เรื่องเงินจำนวน 200,000 บาท
ที่ใช้ในการล่อซื้อ ไม่มีหลักฐานการเบิกจ่ายจากหน่วยงาน ต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ และพยานโจทก์เองก็ไม่ทราบว่าผู้บังคับบัญชาจะส่งเงินให้กับสายลับโดยตรงหรือไม่ และนำเงินจากที่ใดไปมอบให้
เป็นเหตุให้สงสัยว่าจะมีการล่อซื้อยาเสพติดจริงหรือไม่ อีกทั้งคำให้การของพยานโจทก์ปากนายสมศักดิ์
เป็นคำให้การในลักษณะซัดทอด อาจเกิดจากการถูกจูงใจของพนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยานและสั่งไม่ฟ้อง
โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความในถึงเหตุการณ์ขณะล่อซื้อยาเสพติด รวมทั้งจากการตรวจค้นบ้านพักของจำเลยทั้งสามไม่พบยาเสพติดหรืออุปกรณ์การเสพแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแต่อย่างใด เห็นว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังให้ลงโทษจำเลยได้
ที่ศาล
อุทธรณ์ที่พิพากษามานั้น
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษา ยืนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสาม
จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายเล่าต๋า
แสนลี่ ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 3
เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเล่าต๋า เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
โดยการจ้างวาน ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 610 โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องไปเมื่อวันที่
16 พ.ย. 2548
ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกาขอให้ศาลลงโทษ ส่วนจำเลยยื่นฎีกาขอให้ศาลยกฟ้อง
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า พยานในคดีนี้ยังมีความน่าสงสัยตามสมควรว่าเบิกความไปตามจริงหรือไม่ เนื่องจากการเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสมศักดิ์
หรือดำ พิมพิมาย เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ว่ารู้จักกับจำเลย แต่ไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์ของพยานและจำเลยในเรื่องยาเสพติด และจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด
อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนายสมศักดิ์ เป็นเพียงพยานบอกเล่า
เพราะไม่รู้ เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดของจำเลย โจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทำผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืนให้ ยกฟ้องจำเลย
ภายหลังทราบคำพิพากษานายเล่าต๋า
พร้อมลูกชายและญาติเดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยืนชูมือให้ช่างภาพ
ถ่ายรูป ก่อนเปิดเผยความรู้สึกว่า ดีใจที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองคดี
ที่ผ่านมาไม่รู้สึกเครียดแต่อย่างใด เพราะแน่ใจว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมตน
ต่อข้อถามว่ารู้จัก กับขุนส่า ราชายาเสพติดหรือไม่ นายเล่าต๋า
ยิ้มก่อนกล่าวว่า รู้จักแต่ในทีวีที่ดูข่าว ส่วนหลังจากนี้จะกลับไปทำไร่พริก
ไร่กาแฟ ใช้ชีวิตตามปกติ
ด้านนายวิจารณ์ แสนลี บุตรชายนายเล่าต๋า
กล่าวว่า
อยากติงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าในการจับกุมผู้กระทำผิดคดีต่างๆนั้น ควรดำเนินคดีเฉพาะบุคคลที่กระทำความผิด
ไม่ใช่จับกุมเหมารวมทั้งครอบครัวเช่นนี้ ทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องได้รับความเดือดร้อน
โชคดีที่ลูกตนอายุเพียง 3 ขวบ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกจับกุมไปด้วย
ด้านนายเริ่ม
ชาวอ่างทอง ทนายความจำเลย กล่าวว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวนถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามนายเล่าต๋าและบุตรชายคงไม่มีสิทธิ์ที่ได้รับการชดเชยในการถูกจับกุมคุมขังเพราะเป็นคดียาเสพติด ไม่ใช่คดีอาญา
ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของนายเล่าต๋าและบุตรชาย ซึ่งจะเป็นบทเรียนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมผู้บริสุทธิ์เพื่อต้องการสร้างผลงาน ซึ่งนายเล่าต๋าคงจะไม่ฟ้องกลับแต่อย่างใด
ทนายคลายทุกข์ขอวิเคราะห์คดีนี้ว่า ทำไมศาลฎีกาจึงพิพากษายืน
1. คดีนี้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
การรับฟังพยานหลักฐานของศาล จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
โดยยึดหลักปล่อยคนผิดร้อยคน ดีกว่าลงโทษคนผิดเพียงหนึ่งคน
2. พยานหลักฐานที่จะใช้ยืนยันว่ามีการสมคบกันกระทำความผิดจะต้องเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง
ที่เรียกว่า ประจักพยาน
3. คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักพยานมายืนยันว่า
จำเลยสมคบกันตั้งแต่สองคนกระทำความผิดจริงหรือไม่
คดีจึงไม่มีความน่าเชื่อถือพยานหลักฐานโจทก์
4. พยานหลักฐานของตำรวจ ไม่น่าเชื่อถือ
เป็นพยานบอกเล่าและพยานแวดล้อม
ซึ่งห่างไกลกับเหตุการณ์เกินกว่าที่จะนำมาโยงว่าจำเลยในคดนี้กระทำความผิด
5. พยานโจทก์ที่นำมาเบิกความเป็นลักษณะพยานซัดทอด
ซึ่งคนที่ซัดทอดก็เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเหมือนกัน
แต่ที่เบิกความซัดทอดจำเลยในคดีนี้นั้นเกิดจากการได้รับการจูงใจจากพนักงานสอบสวนว่ากันไว้เป็นพยานหรือไม่สั่งฟ้อง
คำเบิกความพยานพวกนี้ศาลมักไม่รับฟัง เพราะมีส่วนได้เสียในการกระทำความผิด
6. ของกลางคือยาเสพติดที่ถูกกล่าวหา
ไม่ได้อยู่กับตัวจำเลยหรือในบ้านพักของจำเลย
7. และที่แย่กันไปใหญ่
อ้างว่ามีสายลับไปล่อซื้อ โดยใช้เงินสดถึงสองแสนบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก
แต่ไม่มีหลักฐานในการเบิกจ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐต้นสังกัด ผิดวิสัยการล่อซื้อ
และพยานที่เกี่ยวข้องการล่อซื้อยังไม่ทราบเลยว่า
ผู้บังคับบัญชาส่งเงินให้สายลับโดยตรงหรือนำเงินมาจ่ายที่ใด
แสดงให้เห็นว่าไม่มีการล่อซื้อจริง น่าจะเป็นพยานเท็จ
8. ความสัมพันธ์ระหว่างขุนส่ากับจำเลยในเรื่องการค้ายาเสพติด
ตำรวจเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ
ไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ดังกล่าว
คำเบิกความของตำรวจจึงไม่มีความน่าเชื่อถือเลย
9. คดีนี้เป็นบทเรียนของตำรวจ
ปปส.และตำรวจไทย ในการจะสืบสวนจับกุมหรือยัดข้อหาใคร
ควรจะหาพยานหลักฐานให้ชัดเจนเสียก่อน มิใช่จับกุมเหมารวมทั้งครอบครัว
ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยากที่ตำรวจไทยจะแก้ไขในมุมมองของทนายคลายทุกข์
?อย่าขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิด โดยอาศัยความเชื่อหรือสายข่าวของตัวเอง
โดยจับกุมปราศจากพยานหลักฐาน
บาปกรรมจะตกอยู่กับตำรวจเอง?
ขอขอบคุณเนื้อหาของคดีความจากเวปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เพื่อประโยชน์ให้ความรู้ทางกฎหมายกับประชาชน