งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ
ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ
รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ
เทคนิคการดำเนินคดีทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนับ ล้านบาท เนื่องจากปฏิเสธในการรับตัวคนไข้ไว้รักษา โดยอ้างว่าไม่มีผู้ที่จะรับผิดชอบค่ารักษา เป็นเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายในภายหลัง ระหว่างส่งตัวไปยังโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งคดีดังกล่าวสะท้อนจริยธรรมของโรงพยาบาล แพทย์ และพยาบาล ว่าจะต้องมีการสังคยานากันเกี่ยวกับจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้มาก ยิ่งขึ้น และให้ลดการเห็นแก่เงิน ให้น้อยลง ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องออกกฎหมายหรือมีมาตรการที่จะป้องกันเกี่ยวกับกรณีดัง กล่าวมิให้เกิดขึ้นอีกในสังคม ปัจจุบันมีคดีทางการแพทย์จำนวนมากขึ้นสู่ศาล และมีการร้องเรียนแพทยสภามากมาย เท่าที่เป็นคดีขึ้นสู่ศาล ทนายคลายทุกข์ขอนำเสนอคดีเกี่ยวกับทางการแพทย์ เป็นรายประเด็นดังต่อไปนี้
หน้าที่ของแพทย์ก่อนทำการรักษาต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ก่อนจึงจะทำการรักษาได้
1. แจ้งให้คนไข้ทราบถึงขั้นตอนการรักษา
2. แจ้งให้ทราบถึงระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา
3. แจ้งให้ทราบถึงกรรมวิธีในการรักษา
4. แจ้งให้ทราบถึงผลกระทบหรืออาการแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นในการรักษา
5. แจ้งให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา
สิ่งที่แพทย์ไม่ควรจะทำในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
1. รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถรักษาได้แต่ยังรักษาโดยเห็นแก่เงินเป็นหลัก
2. ใช้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ในการจ่ายยาหรือเข้าร่วมในการรักษา
ไม่ยอมรับคนเจ็บไว้รักษาหรือไม่ยอมออกใบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอื่น
1.บิดามารดาอุ้มศพน้องโฟร์โมสต์ลูกชายวัย 1 ขวบ 8 เดือน ประท้วงหน้าคลินิกเปรมประชาการแพทย์ ย่านดอนเมือง เหตุไม่ยอมออกใบส่งตัวให้ไปรักษาที่โรงพยาบาล จนเป็นเหตุให้ลูกชายเสียชีวิตด้วยโรคปอด
2.ศาล ฎีกาสั่งให้โรงพยาบาลดังจ่าย 1.6 ล้านบาท ให้บิดามารดาของผู้ตายที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโรงพยาบาล กรณีผู้ประสบอุบัติเหตุซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเพื่อนไปชนกำแพง ผู้ขับขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ มูล นิธิป่อเต็กตึ้งนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล พยาบาลเวรไม่ยอมรับคนเจ็บเข้ารับการรักษาแต่แจ้งให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิพาคน เจ็บไปส่งโรงพยาบาลชองรัฐ จนเป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างทาง
แพทย์ไม่เอาใจใส่ในการรักษา
1.นายบัญชา ดาวกระจาย เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับภรรยาที่เสียชีวิตเพราะการขูดมดลูก หลัง จากภรรยาเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน แต่จากการอัลตร้าซาวด์ กลับไม่มีตัวเด็ก แพทย์สูตินารีเจ้าของไข้ จึงนัดให้มาขูดมดลูกในสัปดาห์ถัดมา แต่ปรากฏว่าแพทย์ที่ขูดมดลูกให้เป็นแพทย์ฝึกหัด ทำให้ตกเลือดมาก เนื่องจากมดลูกทะลุ แพทย์เจ้าของไข้ จึงตัดสินใจตัดมดลูก ขณะที่ความดันไม่ปกติ และเสียเลือดมาก ในที่สุดเธอก็เสียชีวิต เมื่อ ล่าสุดศาลฎีกาได้ตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าสาเหตุการเสียชีวิตของ ภรรยาเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของแพทย์โรงพยาบาลสังกัดกรมอนามัย และมีคำสั่งให้จ่ายเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น
2. ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแพทย์โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ฉีดยาผ่าตัดไส้ติ่งแล้วผู้ป่วยเสียชีวิต หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อปี 2550
3. ภรรยา ผู้ตายฟ้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมแพทย์ระยอง กรณีสามีเข้ารับการผ่าตัดอาการไส้เลื่อนแล้วเสียชีวิต ชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตว่าระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
ความผิดพลาดในการทำศัลยกรรม
1.เหยื่อศัลยกรรมสาวลำปาง จ่อแจ้งความเอาผิดหมอมือผ่าตัด เพื่อที่จะให้หมอแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดย ทำศัลยกรรมรวม 7 รายการ ตามคำแนะนำของหมอ ที่บอกว่าสามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน คือ ทำตาสองชั้น เสริมจมูกตัดปาก ดึงหน้า เสริมหน้าอก ดูดและตัดไขมันหน้าท้อง และทำรีแพร์ ค่าใช้จ่ายเกินหนึ่งแสนบาท
2.นางสาวเฮเลน่า เกรสซ์ ผู้ร้อง ยื่นฟ้องโรงพยาบาลยันฮี นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์ แพทย์เจ้าของไข้ และนางธัญญลักษณ์ หรือป้าวุ้นเส้น เลิศปิยะ เป็นผู้ถูกร้องที่ 1-3 ตามลำดับ เรื่องละเมิด ผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจำนวน 8,432,400 บาท กรณีเข้าทำศัลยกรรมจมูกและคาง กับโรงพยาบาลยันฮี แต่ผลปรากฏว่าจมูกเสียรูป
ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีทางการแพทย์
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
มาตรา 36 ผู้ รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือ เยียวยาแก่ผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาล นั้น ๆ
เมื่อ ให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อหรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาล ที่สถานพยาบาลอื่น ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการต้องจัดการให้มีการจัดส่งต่อไปยังสถานพยาบาล อื่นตามความเหมาะสม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420 ผู้ ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน(เสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงาม)
มาตรา 446 ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่น อันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธิ นั้นแล้ว
อนึ่ง หญิงที่ต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้
ตัวอย่างของค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินที่เรียกได้ในคดีทางการแพทย์
1. ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 6092/2552)
2. ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็น (คำพิพากษาฎีกาที่ 6092/2552)
3. ค่าสูญเสียความสวยงาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 6092/2552)
4. ต้องทุพพลภาพ พิการ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7673/2550)
5. ความเจ็บปวด ทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาล (คำพิพากษาฎีกาที่ 5751/2544)
6. เสียบุคลิกภาพ ใบหน้าเสียโแม (คำพิพากษาฎีกาที่ 2580/2544)
7. มีแผล ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (คำพิพากษาฎีกาที่ 559/2535)
8. ทุกข์ทรมานจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6110/2539)
9. กระทบกระเทือนจิตใจจากใบหน้าเสียโฉม (คำพิพากษาฎีกาที่ 7119/2541)
10. ความทรมานนอนไม่หลับ ประมาณ 2 เดือน ทำให้เสียหายแก่อนามัย รวมทั้งสิทธิส่วนตัวจะมีความเป็นอยู่อย่างสงบสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3407/2535)
11.ต้องผ่าตัดรักษาตัวหลายครั้งอยู่โรงพยาบาลนานถึง 129 วัน และต้องรักษาตัวที่บ้านอีกหลายเดือน ได้รับความทุกข์ทรมานเพราะบาดแผลที่ได้รับเป็นเวลานาน ขาดเรียน และเรียนซ้ำ เป็นความทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3357/2538)
12. เสียความสามารถในการมองเห็นทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ละเอียดและกว้างเท่าคนปกติ (คำพิพากษาฎีกาที่ 533/2552)
อายุความคดีละเมิด มีกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด
มาตรา 448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด
แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ
ภาระการพิสูจน์
มาตรา 84/1 คู่ ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะ ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรักษาอยู่ในความรู้เห็นของแพทย์ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่แพทย์ คนไข้ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
มาตรา 29 ประเด็น ข้อพิพาทข้อใดจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่าย ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบ ธุรกิจนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2542
จำเลย ที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์และเป็นผู้ ชำนาญพิเศษ ในแขนงสาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่งจากประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 2 กระทำการผ่าตัดหน้าอกโจทก์ ที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงตามสภาพปกติที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หลังผ่าตัดแล้วจำเลยที่ 2 นัดให้โจทก์ไปผ่าตัดแก้ไขที่คลีนิกจำเลยที่ 2 อีก 3 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น โจทก์จึงให้แพทย์อื่น ทำการรักษาต่อโดยเดิมจำเลยที่ 2 ทำการผ่าตัดหน้าอกในวันที่ 12 เมษายน 2537 รักษาตัว ที่โรงพยาบาล 1 วัน วันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 เปิดแผลพบมีน้ำเหลืองไหลบริเวณปากแผลทรวงอกไม่มีร่องอก มีก้อนเนื้ออยู่บริเวณ รักแร้ด้านขวา เต้านมด้านซ้ายมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา และส่วนที่เป็นหัวนมจะมีบาดแผลที่คล้ายเกิดจากการถูกไฟไหม้ จำเลยที่ 2 รับว่าเกิดจากการผิดพลาดในการผ่าตัดแล้วแจ้งว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ จำเลยที่ 2นัดให้โจทก์ไปทำแผลดูดน้ำเหลืองออกจากบริเวณทรวงอก และได้มีการผ่าตัดแก้ไขทรวงอกอีก 3 ครั้งแต่โจทก์เห็นว่าทรวงอกไม่มีสภาพดีขึ้น ประกอบกับระยะเวลาล่วงเลยมานานจึงเปลี่ยนแพทย์ใหม่ และแพทย์ที่ทำการรักษาต่อจากจำเลยที่ 2 ได้ทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขทรวงอก 3 ครั้ง จนมีสภาพทรวงอกดีขึ้นกว่าเดิม การที่แพทย์ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขอีก 3 ครั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ผ่าตัดมามีข้อบกพร่องต้องแก้ไขยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้านเลเซอร์ผ่าตัด แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ การที่จำเลยที่ 2 ผ่าตัดโจทก์เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดโจทก์เพื่อแก้ไขถึง 3 ครั้ง ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังในการผ่าตัดและไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงขั้นตอนการ รักษาระยะเวลาและกรรมวิธีในการดำเนินการรักษาจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความ เสียหาย นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์
โจทก์ ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ที่คลินิกของจำเลยที่ 2 เมื่อตกลงจะผ่าตัดจำเลยที่ 2 จึงตกลงให้โจทก์เข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 หรือเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำการผ่าตัดให้โจทก์ จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยภายหลังจากที่โจทก์ทำการผ่าตัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์มีอาการเครียดเนื่องจากมีอาการเจ็บปวดต่อมาภายหลังพบว่าการทำศัลยกรรม ไม่ได้ผลทำให้โจทก์เครียดมากกังวลและนอนไม่หลับรุนแรงกว่าก่อนผ่าตัด โจทก์จึงให้แพทย์อื่นทำการรักษา ดังนี้ แม้โจทก์จะมีการเครียดอยู่ก่อนผ่าตัด แต่เมื่อหลังผ่าตัดอาการมากขึ้นกว่าเดิมความเครียดของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรง มาจากการผ่าตัด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องรักษาจริง ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากแพทย์โรงพยาบาลอื่นได้รักษาโจทก์ อยู่ในสภาพปกติแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิ ใช่ตัวเงินนั้นอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2552 (แพทย์วินิจฉัยโรคและสั่งจ่ายยาทางโทรศัพท์)
การตรวจร่างกายของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคว่า ผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะนำไปสู่การรักษาได้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิด ความผิดพลาดขึ้นได้ เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิตของผู้ป่วยในขั้นตอน การรักษาที่ต่อเนื่องกัน การที่จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคาม ด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์ จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้ แก่โจทก์เพื่อทำการรักษา ก็มิใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร และไม่มีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลได้ฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการหลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงโดยโจทก์ไม่มีอาการเช่นว่า นั้นมาก่อน จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษาแม้จะเป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์เพื่อการรักษาได้ แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้
ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ถือได้ว่าเป็น ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกได้ตามป.พ.พ. มาตรา 446
ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับคดีทางการแพทย์และไม่มีที่พึ่ง สอบถามมาที่ทนายคลายทุกข์ โทร.02-9485700 ได้นะครับ