452

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน สถาบันการเงิน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700

อ่านต่อได้ที่นี่

3120

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700

อ่านต่อได้ที่นี่

576

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 \"อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล\"

อ่านต่อได้ที่นี่

รับแปลเอกสารต่างๆ

อ่านต่อได้ที่นี่

กฎหมายมาตรา 319

  •  ดิฉันกับแฟนได้พากันหนีออกจากบ้านได้ประมาณ 3 เดือนกว่าๆ และพ่อแม่ได้แจ้งความ ทำให้แฟนโดนจับ และโดนคดี พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย แฟนดิฉันถูกประกันตัวออกมาแต่ต้องไปพบศาลและสถานพินิจทุกครั้งที่นัด ตอนนั้นที่หนีตามกันมาดิฉันกับแฟนรักกันและแฟนของดิฉันไม่ได้พรากมาเพื่อการอนาจาร แต่เจตนาจะอยู่กินกันอย่างสามีภรรยา แต่ทางพ่อแม่ของดิฉันไม่ยอมรับแฟนดิฉัน และแฟนของดิฉันมีแฟนและมีลูกด้วยกันอยู่ก่อนหน้าจะมาคบหาดูใจกับดิฉัน และทั้งสองก็ได้เลิกกันแล้ว แฟนเก่าของแฟนดิฉันมีสิทธิ์มาห้ามหรือแสดงสิทธิ์ของคนเคยอยู่มาก่อนเพื่อห้ามไม่ให้ดิฉันกับแฟนคบหากันและจดทะเบียนสมรสกันได้ไหม ดิฉันตั้งครรภ์กับแฟนแล้วด้วย แฟนของดิฉันจะมีโอกาสหลุดจากคดีอนาจารหรือไม่ และเขาจะติดคุกมั๊ย ถ้าติดจะติดนานเท่าไหร่ แล้วดิฉันกับแฟนมีโอกาสจะได้อยู่ด้วยกันไหมถ้าเรื่องจบ
    แฟนดิฉันมีสิทธิ์ขออนุญาติทางศาล ขอจดทะเบียนสมรสกับดิฉันได้มั๊ย เพื่อแสดงเจตนาต้องการอยู่กินกันแบบสามีภรรยาไม่ได้พรากเพื่อการอนาจารอย่างที่พ่อแม่ดิฉันแจ้งความไว้และพ่อแม่ดิฉันสามารถห้ามไม่ให้แฟนของดิฉันจดทะเบียนกับดิฉันได้มั๊ย

    พ่อแม่ดิฉันจะให้ทำแท้ง แต่ดิฉันไม่ยอม ดิฉันสามารถเรียกร้องไม่ให้พ่อแม่ทำแท้งลูกของดิฉันได้ไหม

    ถ้าพ่อแม่ให้ดิฉันคลอดลูก ดิฉันสามารถใช้ชื่อของแฟนดิฉันเป็นพ่อของเด็กได้ไหม ถ้าพ่อแม่ดิฉันไม่ยอม ฉันสามารถร้องเรียนได้มั๊ยว่า ต้องการให้ลูกดิฉันใช้ชื่อพ่อที่แท้จริงไม่ให้ใช้ชื่อพ่อแม่ของดิฉัน


    โดยคุณ ธัญญลักษณ์ สุขเจริญ (สมาชิก)  (180.183.183.71)     8 ม.ค. 2556

ความคิดเห็น

  • ความคิดเห็นที่ 2

      คุณถามมามากมายได้ประเด็นเหลือเกิน  ตามประสาของเด็กไร้เดียงสา   ก็จะพยายาม จะตอบให้ครบทุกประเด็น.....

     

    ถาม....แฟนรักกันและแฟนของดิฉันไม่ได้พรากมาเพื่อการอนาจาร แต่เจตนาจะอยู่กินกันอย่างสามีภรรยา แต่ทางพ่อแม่ของดิฉันไม่ยอมรับแฟนดิฉัน

     

    ตอบ....เป็นการพรากผู้เยาว์ตามกฎหมาย พ่อแม่ของคุณคิดถูกต้องแล้วที่ไม่ยินยอมครับ

     

    ถาม...และแฟนของดิฉันมีแฟนและมีลูกด้วยกันอยู่ก่อนหน้าจะมาคบหาดูใจกับดิฉัน และทั้งสองก็ได้เลิกกันแล้ว

     

    ตอบ...การที่แฟนมีภรรยาและบุตรแล้ว   ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ามีเจตนาพรากผู้เยาว์เพื่ออนาจารชัดเจน  ถ้าแฟนไม่มีภรรยาและบุตร  ช่องทางหาทางรอดพ้นจากคดี  ก็อาจมีทางทำได้  แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้  ก็ค่อนข้างลำบากครับ

     

    ถาม....แฟนเก่าของแฟนดิฉันมีสิทธิ์มาห้ามหรือแสดงสิทธิ์ของคนเคยอยู่มาก่อนเพื่อห้ามไม่ให้ดิฉันกับแฟนคบหากันและจดทะเบียนสมรสกันได้ไหม

    ตอบ....ถ้าแฟนเก่นของเขา มีการจดทะเบียนสมรสกัน   คุณก็คงหมดสิทธิ์ในการอยู่ร่วมกับแฟน  ถ้าเขาไม่จดทะเบียนสมรสกัน   คุณก็อาจมีทางอยู่ร่วมกับแฟนได้ครับ

     

    ถาม...ดิฉันตั้งครรภ์กับแฟนแล้วด้วย แฟนของดิฉันจะมีโอกาสหลุดจากคดีอนาจารหรือไม่ และเขาจะติดคุกมั๊ย ถ้าติดจะติดนานเท่าไหร่

     

    ตอบ....เมื่อตั้งครรภ์  ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี  พบและปรึกษาแพทย์สม่ำเสมอ.....เรื่องแฟนหลุดคดี   ก็คงไม่หลุดง่ายๆ  เพราะมีโทษ 2-10 ปี  การลงโทษมากน้อยเท่าใด เป็นดุลยพินิจของศาลเท่านั้น    และบุคคลสำคัญก็คือ  พ่อแม่ของคุณ   ถ้ายอมโอนอ่อนบ้าง  ก็ย่อมมีผลต่อรูปคดีครับ

    ถาม....แล้วดิฉันกับแฟนมีโอกาสจะได้อยู่ด้วยกันไหมถ้าเรื่องจบ 

     

    ตอบ....พ่อแม่ของคุณ  ผู้มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจในเรื่องนี้   เพราะคุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ  ถ้าคุณเชื่อฟังพ่อแม่บ้าง ปัญหาย่อมไม่เกิด....การที่แฟนเคยมีภรรยาและบุตรมาแล้ว  แต่ยังทอดทิ้งมาได้  ในไม่ช้าก็ต้องทิ้งคุณไปอีก   พ่อแม่ เกิดมาก่อน มีประสบการณ์มากมาย   ย่อมมองอะไรได้ชัดเจนและลึกซึ้งกว่าคุณที่ยังเป็นเด็กมากมายหลายเท่าครับ

     

    ถาม....แฟนดิฉันมีสิทธิ์ขออนุญาตทางศาล ขอจดทะเบียนสมรสกับดิฉันได้มั๊ย 

     

    ตอบ...อาจมีช่องทางทำได้   แต่การที่แฟนมีภรรยาและบุตรแล้ว   โอกาสแทบไม่มีครับ

     

    ถาม....พ่อแม่ดิฉันสามารถห้ามไม่ให้แฟนของดิฉันจดทะเบียนกับดิฉันได้มั๊ย

     

    ตอบ....ห้ามได้... คือการไม่ให้ความยินยอมในการจดทะเบียนสมรส   คุณก็จดทะเบียนสมรสไม่ได้  ถ้ารักมั่นกันจริง  อายุ 20 ปี ไปจดทะเบียนสมรสกันเองก็ได้.....แต่....กว่า่จะถึงวันนั้น   ความรักของคุณและแฟน คงจืดจางแน่นอน   และคุณคงได้รู้ความจริงว่า   ทำไม พ่อแม่จึงกีดกันคุณนัก  แต่ก็สายเสียแล้วครับ

    ถาม....พ่อแม่ดิฉันจะให้ทำแท้ง

     

    ตอบ....การทำให้หญิงแท้ง ลูก โดยหญิงยินยอม มีความผิดตามกฎหมาย  ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี ตาม ปอ. ม.302...ถ้าคุณไปทำแท้งตนเอง ก็มีความผิดเช่นกันคือ  จำคุกไม่เกินสามปี  ตาม ปอ. ม.301  ครับ

     

    ถาม...แต่ดิฉันไม่ยอม ดิฉันสามารถเรียกร้องไม่ให้พ่อแม่ทำแท้งลูกของดิฉันได้ไหม

     

    ตอบ....ก็บอกพ่อแม่ว่าการทำแท้งผิดกฎหมาย ดังกล่าวข้างต้น   และเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิต   เป็นการฆ่าเด็กอย่างเลือดเย็น  คนที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง  มักประสบกับเคราะห์กรรมที่คาดไม่ถึง  ก็พบเห็นกรณีตัวอย่างมามากต่อมากครับ

    ถาม....ถ้าพ่อแม่ให้ดิฉันคลอดลูก ดิฉันสามารถใช้ชื่อของแฟนดิฉันเป็นพ่อของเด็กได้ไหม

     

    ตอบ.....ถ้าแฟนยินยอมก็ใช้ชื่อ  แฟนเป็นพ่อของเด็กได้ ครับ

     

     

    ถาม...ถ้าพ่อแม่ดิฉันไม่ยอม ฉันสามารถร้องเรียนได้มั๊ยว่า ต้องการให้ลูกดิฉันใช้ชื่อพ่อที่แท้จริงไม่ให้ใช้ชื่อพ่อแม่ของดิฉัน

     

    ตอบ....ถ้าแฟนยินยอมแล้ว    พ่อแม่คงไปห้ามไม่ได้   เพราะเป็นเรื่องจริง    และพ่อแม่ คงไม่อยากเห็นหลาน  เป็นลูกไม่มีพ่อแน่นอนครับ

     

    .....แนวคำพิพากษาศาลฎีกา   เกี่ยวกับการพรากผู้เยาว์......

     

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่  210/2554

    พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี

         โจทก์

    นายสันติ สุภาดี

         จำเลย

     

    ป.อ. มาตรา 318, 319

    ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง, 215, 225

     

              จำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจาก น. มารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่การพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ไม่ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 318 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า มิใช่เรื่องเป็นข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

     

    ________________________________

     

              โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318

              จำเลยให้การปฏิเสธ

              ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 7 ปี

              จำเลยอุทธรณ์

              ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

              โจทก์ฎีกา

              ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า นางสาว ช. เป็นบุตรของนาง น. และนาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2530 พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี นางสาว ช. และจำเลยรู้จักกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 โดยจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของสหกรณ์การเกษตรบางระจัน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 นางสาว ช. คลอดบุตรชาย คือ เด็กชาย อ. ได้มีการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรปรากฏว่า จำเลยเป็นบิดาของเด็กชาย อ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากนาง น. มารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาว ช. เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นางสาว ช. ไปเฝ้าบ้านให้นาง ส. ผู้เป็นย่าที่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจาก นาง ส. ต้องเดินทางไปธุระที่กรุงเทพมหานคร บ้านของนาง ส. เปิดเป็นร้านขายของอยู่ใกล้กับสหกรณ์การเกษตรบางระจันที่ทำงานของจำเลย ต่อมาเวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยไปขอซื้อบุหรี่จากนางสาว ช. แล้วชักชวนออกไปธุระ นางสาว ช. ตกลงไปด้วย จำเลยขับรถกระบะมารับนางสาว ช. ไปที่ห้างสรรพสินค้าไชยแสง ซึ่งอยู่ที่อำเภอเมืองสิงห์บุรีต่อจากนั้นพาไปที่โรงแรมเอกบงกชซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรีเช่นกันแล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ช. แล้วจึงพานางสาว ช. ไปส่งที่บ้านของนาง ส. เมื่อเวลา 11 นาฬิกา หลังเกิดเหตุนางสาว ช. ไม่เคยพบจำเลยอีกและมิได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้อื่นฟังจนกระทั่งนาง น. สังเกตเห็นท้องนางสาว ช. โตจึงลูบคลำที่ท้องพบว่ามีเด็กดิ้นในท้อง นางสาว ช. จึงเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาง น. ฟัง นาง น. เบิกความว่าเมื่อประมาณวันที่ 30 สิงหาคม 2547 พยานสังเกตเห็นนางสาว ช. มีรูปร่างอ้วนขึ้นจึงได้สอบถามและเอามือลูบที่ท้อง รู้สึกว่ามีเด็กดิ้นอยู่ในท้อง นางสาว ช. จึงเล่าให้ฟังว่าท้องกับจำเลยโดยจำเลยพาไปร่วมประเวณีที่โรงแรม เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว ช. มีอายุ 16 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ถือว่ายังอ่อนวัย การที่นางสาว ช. ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไม่สมควรจะเล่าให้ผู้อื่นฟังโดยเฉพาะกับนาง น. และนาง ส. ผู้เป็นย่าซึ่งเป็นผู้ปกครองหากทราบเรื่องแล้วอาจดุ ด่า เฆี่ยนตีนางสาว ช. ได้ เมื่อนาง น. รู้ความจริงว่านางสาว ช. ตั้งครรภ์ นางสาว ช. จึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาง น. ทราบ เชื่อว่าเรื่องที่นางสาว ช. เล่าว่าจำเลยชักชวนและพานางสาว ช. ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าไชยแสงในอำเภอเมืองสิงห์บุรีจนไปมีเพศสัมพันธ์กันที่โรงแรมเอกบงกชในวันเกิดเหตุ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเพราะเป็นระยะเวลากะทันหัน นางสาว ช. ไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองสร้างเรื่องโกหกมารดาแต่ที่นางสาว ช. เบิกความว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในโรงแรมเอกบงกชนั้นได้ความจากคำเบิกความของนางสาว ช. ว่า เมื่อจำเลยขับรถออกจากห้างสรรพสินค้าไชยแสงแล้วจำเลยขับรถเข้าไปในโรงแรมม่านรูด จอดรถในช่องจอดหน้าห้องพักของโรงแรมซึ่งเป็นห้องชั้นเดียว เมื่อจำเลยจอดรถเสร็จมีผู้นำผ้าม่านมาปิดที่ท้ายรถ จำเลยบอกให้นางสาว ช. นั่งรออยู่ในรถ ส่วนจำเลยลงจากรถเดินออกไปข้างนอกสักครู่ก็กลับมาและบอกให้นางสาว ช. เข้าไปรอในห้องซึ่งติดอยู่กับที่จอดรถ สักครู่จำเลยก็เดินตามเข้ามาในห้องพร้อมถือขวดเป็ปซี่ 2 ขวด เมื่ออยู่ในห้องจำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางสาว ช. โดยนางสาว ช. พยายามขัดขืนแต่สู้แรงจำเลยไม่ไหวนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยขับรถพานางสาว ช. เข้าไปในโรงแรมเอกบงกชและจอดรถอยู่หน้าห้องพักโดยมีผู้นำผ้าม่านมาปิดที่ท้ายรถ นางสาว ช. โตพอที่จะสังเกตได้แล้วว่าการนำผ้าม่านมาปิดท้ายรถก็เพื่อไม่ให้ผู้อื่นพบเห็นรถจำเลยในโรงแรมดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ผิดปกติไปจากการจอดรถทั่วไป นางสาว ช. ย่อมเข้าใจได้แล้วว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ตนสมควรเข้ามา และเมื่อจำเลยกลับมาที่รถบอกให้นางสาว ช. ไปรอในห้องพักหน้าที่จอดรถ นางสาว ช. ก็ยอมเข้าไปแต่โดยดีโดยจำเลยมิได้ใช้กำลังบังคับนางสาว ช. เข้าไปในห้องย่อมเห็นสภาพภายในห้องพักของโรงแรมแล้วว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่ตนจะอยู่รอจำเลยในห้องนั้นตามลำพังหรือไม่ และนางสาว ช. ก็รู้อยู่ว่าจำเลยกำลังจะเข้ามาในห้องพัก เมื่ออยู่กันตามลำพังนางสาว ช. ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยอาจจะกระทำการอันไม่สมควรทางเพศกับตนได้ นางสาว ช. มิได้ถูกจำเลยควบคุมตัวหรือขู่ว่าจะทำร้ายแต่อย่างไร จึงมีโอกาสที่จะหลบหนีออกจากโรงแรมหรือห้องพักหรือปฏิเสธที่จะเข้าไปรอจำเลยในห้องพักและขอให้จำเลยพากลับไปส่งบ้านได้แต่นางสาว ช. มิได้กระทำการดังกล่าว ที่นางสาว ช. เบิกความถึงพฤติการณ์ที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราว่านางสาว ช. ได้ดิ้นรนขัดขืนแล้วแต่สู้แรงของจำเลยไม่ได้นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนางสาว ช. ว่า จำเลยเพียงแต่ใช้มือขวารัดมือทั้งสองข้างของนางสาว ช. ไว้เท่านั้นส่วนมือซ้ายถอดเสื้อผ้าของนาวสาว ช. และถอดกางเกงและกางเกงในของจำเลยออกโดยจำเลยไม่มีอาวุธหรือพูดขู่บังคับ การกระทำเพียงเท่านี้ของจำเลยเชื่อว่านางสาว ช.สามารถดิ้นรนขัดขืนจำเลยได้ พฤติการณ์ที่นางสาว ช. ไปเที่ยวกับจำเลยที่ห้างสรรพสินค้าไชยแสงในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรี ยอมเข้าไปในโรงแรมเอกบงกชกับจำเลยรอจำเลยในรถหน้าห้องพักภายในโรงแรมและเข้าไปรอจำเลยในห้องพักจนมีการร่วมประเวณีกับจำเลยนั้น เป็นไปด้วยความเต็มใจของนางสาว ช. เองทั้งสิ้น เมื่อนางสาว ช. กลับมาถึงบ้านย่อมไม่เล่าเรื่องที่ตนเองไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่โรงแรมเอกบงกชให้นาง น. ฟังทันทีโดยอาจกลัวนาง น. ซึ่งเป็นมารดาโกรธและอาจถูกเฆี่ยนตีได้จนกระทั่งนางสาว ช. ตั้งครรภ์และนาง น. รู้เรื่องการตั้งครรภ์นั้น นางสาว ช. ไม่อาจปกปิดเรื่องที่ตนไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยได้อีกต่อไปจึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองกับจำเลยให้นาง น. ฟัง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า วันเกิดเหตุไม่ใช่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นั้นเพราะตามรายงานผลการตรวจชันสูตรระบุวันเกิดเหตุวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 เอกสารและคำเบิกความจึงแตกต่างกันในเรื่องวัน เวลากระทำผิดอันเป็นสาระสำคัญนั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่นาง ส. และนาง น. มาแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยต่อพนักงานสอบสวนและให้ถ้อยคำไว้ ตามบันทึกดังกล่าวระบุวันเกิดเหตุว่าเป็นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 วันที่พนักงานสอบสวนระบุว่าเกิดเหตุเป็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นการลงวันที่ผิดพลาดของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่าวันเกิดเหตุคือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ตามบันทึกการเข้าออกของโรมแรมเอกบงกชไม่ปรากฏรายการว่าจำเลยขับรถของจำเลยเข้าโรงแรมดังกล่าว เห็นว่า บันทึกการเข้าออกของลูกค้าโรงแรมเอกบงกชระหว่างวันที่ 4 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2547 นั้นบางรายการก็ไม่ได้จดหมายเลขทะเบียนรถที่เข้ามาใช้บริการจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าบันทึกตามเอกสารหมาย จ.8 บันทึกไว้ถูกต้องพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนการที่นาง ส. ชี้สถานที่เกิดเหตุเป็นบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางรจัน ซึ่งเป็นบ้านของนาง น. มิใช่บ้านเลขที่ 81 ของนาง ส. นั้น เห็นว่า ข้อหาว่าเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ซึ่งบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ดังกล่าวเป็นบ้านของนาง น. มารดานางสาว ช. และนางสาว ช. อยู่อาศัยด้วยจึงเป็นสถานที่เกิดเหตุเช่นกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยชักชวนและพานางสาว ช. ผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าไชยแสงในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรีแล้วพาไปที่โรงแรมเอกบงกช จำเลยกระทำชำเรานางสาว ช. โดยนางสาว ช. ยินยอม แต่นาง น. มารดานางสาว ช. มิได้ยินยอมให้จำเลยพานางสาว ช. ไปเพื่อการอนาจาร จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากนาง น. มารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่เห็นว่าการพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดไม่ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า มิใช่เรื่องเป็นข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

              พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี

     

     

    โสพส สุวรรณเนตร์ - ชีพ จุลมนต์ - ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ )

     

     


    โดยคุณ มโนธรรม เจษฎาสาธุชน (สมาชิก)  (101.51.163.172)     9 ม.ค. 2556

  • ตอบกลับความคิดเห็นที่ 2

    แต่แฟนของหนู ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแฟนที่้มีลูกด้วยกันนะค่ะ แล้วเขาสองคนก็เลิกรากันได้สักพัก ก่อนที่จะพรากผู้เยาว์หนูนะคะ

    โดยคุณ ธัญญลักษณ์ (สมาชิก)  (180.183.58.254)     9 ม.ค. 2556

  • ความคิดเห็นที่ 1

    เมื่อข้อเท็จจริงตามปัญหาของท่านเกี่ยวด้วยการที่ชายคนรักได้กระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 319 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุชายคนรักท่านมีภริยาอยู่แล้ว และยังไม่ได้เลิกรากับภริยา พฤติการณ์ย่อมแสดงได้ว่าชายคนรักไม่มีเจตนาที่จะอยู่กินเลี้ยงดู ท่านซึ่งเป็นผู้เยาว์อย่างเป็นภริยาได้ แม้ต่อมาภายหลังจะได้เลิกกับภริยาก็เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากชายกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 319 และข้อสงสัยประการอื่นให้ท่านปรึกษาทีมงานทนายคลายทุกข์ได้ที่ 02-9485700

    โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ (สมาชิก)  (58.136.20.7)     9 ม.ค. 2556

แสดงความคิดเห็น

  •    
    ชื่อ
    เมล์
    ความคิดเห็น
    ตัวเลขที่เห็น
     แจ้งทาง e-mail เมื่อมีผู้ตอบกระทู้นี้

เข้าสู่ระบบ

คุณสามารถ สมัครสมาชิกได้ที่นี่...

กระทู้ที่มีผู้อ่านมากที่สุดในหมวด

กระทู้ที่มีผู้ตอบมากที่สุดในหมวด