คือผมจะอธิบายโดยละเอียดนะครับ
คือว่าที่บ้านแม่เป็นเจ้าของกิจการ(เป็นโรงกลึง)ครับ ตอนแรกแม่สร้างโรงงานในที่ของยาย ก้อเริ่มขยายกิจการขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้เอาที่ของโรงงานไปเข้ากับธนาคารกรุงศรี เพื่อที่จะซื้อใช้ให้ยาย กลับคืน แล้วตอนปี2540 ธุรกิจฟองสบู่ แม่เลยต้องไปกู้บัตรเครดิตให้กับพวกเช็คที่หมุนเวียน แล้วก็เรื่องที่บ้านเอาไปเข้าไว้ เลยต้องทำสินเชื่อบุคคล แล้วสินเชื่อบัตรเครดิต ตอนแรกแม่ก้อทำไม่เยอะแต่มันก็กลับต้องทำเพิ่มขึ้นเรื่อยเพื่อที่จะเอาเงินมาสลับกับจ่ายบัตรเก่า พอได้บัตรใหม่มาก็กลับไปจ่ายบัตรเก่าเพราะเราไม่รู้จะทำยังไง ตอนนี้แม่บอกไม่ไหวแล้วครับ เหนื่อยมาก เครียดมาก แม่กลัวที่จะโดนยึดบ้าน พวกบัตรสินเชื่อ เป็นหนี้รวมกันประมาณ 2ล้านบาท หลายธนาคารครับยกเว้นธนาคารกรุงศรี นะครับ บัตรเครดิต ประมาณ 3ล้านบาท หลายธนาคารยกเว้นธนาคารกรุงศรี เช่นกัน ถ้าเราไม่ไหวที่จะผ่อนต่อแล้วครับจะโดนยึดอะไรบ้าง สิ่งที่จะถามนะครับ
1.บ้านหลังนี้ตอนนี้ยังผ่อนกับธนาคารกรุงศรีอยู่โดย ไม่มีหนี้สินเชื่อบุคคลกับสินเชื่อบัตรเครดิต บ้านหลังนี้จะต้องโดนพวก สินเชื่อบุคคลกับสินเชื่อบัตรเครดิต ยึดไหมครับ
2.ภายในบ้านหลังนี้มีเครื่องกลึงอยู่จำนวนมาก โดยไม่ได้เข้าธนาคารเกี่ยวกับบ้านไว้ แต่มีสัญญาเขียนขึ้นมาเองระหว่าง แม่ขายให้พ่อไว้ นานมากแล้วครับ พ่อกับแม่คนละนามสกุล กันครับ เครื่องกลึงเหล่านี้จะโดนพวก สินเชื่อบุคคลกับสินเชื่อบัตรเครดิต ยึดไหมครับ
3.รถยนต์3คันโดย2คันแรกเป็นชื่อ พ่อ แล้วอีก1คันเป็นชื่อผม จะมีสิทธิโดนพวก สินเชื่อบุคคลกับสินเชื่อบัตรเครดิต ยึดได้ไหมครับ
4.ผมอยากทราบว่าแม่ของผมจะโดนอะไรบ้างครับหรือการผ่อนผันอะไรบ้าง ในการไม่ได้ผ่อนต่อครับ
ธนาคารโทรมาใหญ่เลยครับ ควรทำไงดี มีทางออกแบบไหนบ้างครับ ปวดหัวกันหมดแล้วครับ การดำเนินคดี จะเริ่มตั้งแต่ตอนไหนครับนี้พึงเริ่มไม่ได้ส่งงวดแรกครับ
ปล.ขอรบกวนจากใจจิง (สงสารแม่มาก) ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว