งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ไฟไหม้บ้านต้นเพลิงต้องรับผิด

ช่วงนี้เข้าหน้าหนาวลมแรง ทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนได้ง่าย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ก็เกิดคำถามว่าใครต้องรับผิดชอบ

บทความวันที่ 15 ธ.ค. 2559, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 786 ครั้ง


 ไฟไหม้บ้านต้นเพลิงต้องรับผิด

 

ช่วงนี้เข้าหน้าหนาวลมแรง ทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนได้ง่าย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ก็เกิดคำถามว่าใครต้องรับผิดชอบ บ้านต้นเพลิงต้องรับผิดชอบหรือไม่  บ้านที่ถูกไฟไหม้จะเริ่มต้นคดีเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้บ้าง ก่อนหน้านี้เคยมีคดีเพลิงไหม้และศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้แล้วว่า บ้านต้นเพลิงซึ่งครอบครองกระแสไฟฟ้าต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่กระแสไฟฟ้าลัดวงจร จึงทำให้ผู้เสียหายไม่ยุ่งยากในการฟ้องร้องบ้านต้นเพลิง รายละเอียดปรากฎตามคำพิพากษาฎีกาด้านล่างนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 816/2538
กระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพเมื่อกระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นที่บ้านของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้มีไว้ในครอบครองของตนซึ่งกระแสไฟฟ้าดังกล่าวและต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา437วรรคสองจำเลยทั้งสองนำสืบเพียงว่าจำเลยทั้งสองดูแลรักษาสายไฟฟ้าภายในบ้านให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยอยู่เสมอและเพิ่งเปลี่ยนสายไฟฟ้าภายในบ้านใหม่ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในบ้านของจำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อและไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นได้อย่างไรไม่ทราบดังนี้ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองแสดงไม่ได้เลยว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิด
จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิดคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีหรือไม่เพียงใด จำเลยทั้งสองไม่รับรองขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนางสาวฉ. ทายาท ของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์อนุญาต
ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน252,818.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ด ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เพลิงไหม้ชั้นบนของ บ้านจำเลยทั้งสองแล้ว เพลิงลุกลามไปไหม้ชั้นบนของบ้านโจทก์ทั้งสองเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เพลิงไหม้เกิดจากกระแส ไฟฟ้าลัดวงจรที่บ้านของจำเลยทั้งสองแล้ว เพลิงลุกลามไหม้บ้านของโจทก์ทั้งสองเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ทั้งสอง ดังกล่าวคงปฏิเสธเพียงว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากกระแส ไฟฟ้าลัดวงจรนั้น เป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อจำเลยทั้งสองให้การยอมรับเช่นนั้น ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว โจทก์ทั้งสองไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานเพื่อให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวอีก จึงมีประเด็นเพียงว่าเพลิงไหม้เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่บ้านของจำเลยทั้งสองและเพลิงลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ทั้งสองนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่เท่านั้น ดังนั้นที่จำเลยฎีกาอ้างมาด้วยว่าสายไฟฟ้าและครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านของจำเลยทั้งสองไม่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจึงเป็นเรื่องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้คงวินิจฉัย เฉพาะ ประเด็นความเสียหายของโจทก์ทั้งสองนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่เท่านั้น เห็นว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตราย ได้โดยสภาพเมื่อกระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นที่บ้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้มีไว้ในครอบครองของตนซึ่ง กระแส ไฟฟ้าดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่กระแสไฟฟ้าลัดวงจรนั้นเว้นแต่จะพิสูจน์ ได้ว่าความเสียหายนั้น เกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437วรรคสอง เมื่อมีประเด็นเพียงว่าความเสียหายของโจทก์ทั้งสองนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่เท่านั้น ภาระการพิสูจน์ในประเด็น ข้อนี้จึงตกแก่จำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองนำสืบเพียงว่า จำเลยทั้งสองดูแลรักษาสายไฟฟ้าภายในบ้านให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย อยู่เสมอและเพิ่งเปลี่ยนสายไฟฟ้าภายในบ้านใหม่ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้นั้นภายในบ้านของจำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้เครื่องไฟฟ้าเลย ทั้งสองไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อให้เกิดเพลิงไหม้และไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ไม่ทราบเท่านั้น ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงไม่ได้เลยว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นด้วยเหตุอย่างไรอันจะบ่งชี้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจำเลยทั้ง สองจึงต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกา จำเลยทั้งสอง ฟังไม่ขึ้น "
พิพากษายืน
ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
มาตรา 437  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง
ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงบุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตน ซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย
 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก