สืบ...ล้ม...(เหลว)|สืบ...ล้ม...(เหลว)

สืบ...ล้ม...(เหลว)

Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

สืบ...ล้ม...(เหลว)

ความล้มเหลวในการสืบ ที่นักสืบจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ไม่ใช่การล้มเหลวเพราะการทำงานของนักสืบนะคะ

บทความวันที่ 26 มี.ค. 2552, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 8039 ครั้ง


สืบล้มเหลว

สืบ...ล้ม...(เหลว)

     

    ความล้มเหลวในการสืบ ที่นักสืบจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ไม่ใช่การล้มเหลวเพราะการทำงานของนักสืบนะคะ หากแต่เป็นการล้มเหลวเพราะเป้าหมายไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้จ้างวานสงสัย

นักสืบนำเรื่องมาเล่าให้ฟังก็เพราะว่า มันมีอรรถรสของความสนุก มีมุมเล็กๆ ให้ได้คิด และเผื่อคุญผู้อ่านจะได้ลองเอาไปไตร่ตรองดูว่า คนใกล้ชิดที่บ้านเรา ที่เขาดูแปลกไปนั้น เป็นเพราะเขามีชู้หรือเปล่า ทั้งที่ความจริงแล้ว ความเปลี่ยนไปของเหล่านั้น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดกันก็ได้ และอีกอย่าง คุณผู้อ่านจะได้รับรู้เรื่องราวของสังคมในอีกมุมหนึ่ง ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็น ว่ามันมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นจริงๆ เอาเป็นว่าตอนนี้ มาเริ่มสืบไปพร้อมๆ กับนักสืบเลยดีมั้ยค่ะ

            คนที่มาจ้างวานให้นักสืบสืบเคสนี้ คือผู้หญิงไทยที่มีสามีฝรั่ง เป็นชาวออสเตรเลียอายุ 60 กว่าแล้ว แล้วผู้จ้างวานก็ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย และตอนฝรั่งคนนี้อยู่เมืองไทย เขาเคยเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงนักศึกษาไว้คนหนึ่ง ซึ่งนานมากแล้ว และย้ายกลับไปที่เมืองนอก ผู้จ้างวานก็ไม่แน่ใจว่าสามีจะเลิกติดต่อกัยนักศึกษาคนนั้นหรือยัง แล้วพอดีว่าสามีจะมาติดต่อธุรกิจที่กรุงเทพฯ เร็วๆ นี้ ผู้จ้างวานก็เลยกลัวว่า สามีจะมาหาอีหนูด้วย ก็เลยโทรข้ามประเทศมาจ้างให้ดิฉันสืบว่า สามีไปไหนกับใครบ้างระหว่างที่มาติดต่องานที่นี่ และที่สำคัญยังไปหาอีหนูคนนั้นอยู่หรือเปล่า(งานนี้นักสืบอำนวยพรก็เลยกลายเป็นนักสืบอินเตอร์ขึ้นมาทันทีเลยล่ะค่ะ) ผู้จ้างวานให้ข้อมูลมาว่า สามีเขาจะมาไฟล์นี้นะเครื่องมาจากเมืองนี้นะ ใส่เสื้อสีอะไร แต่งตัวยังไง มีเครื่องประดับอะไร ตรงไหนบ้าน รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง อายุเท่าไหร่ และยังเป็นคนที่ดูแข็งแรงอยู่มากนะ เพราะออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้จ้างวานบอกรายละเอียดกับนักสืบทุกอย่าง รวมทั้งรูปร่างหน้าตาของเด็กที่สามีเคยเลี้ยงด้วย จากนั้นก็โอนเงินเข้าบัญชีสำหรับค่าจ้างสืบ

            เมื่อถึงวันเวลาที่เป้าหมายจะเดินทางมา นักสืบอำนวยพรพร้อมลูกทีม ได้ไปดักรอที่สนามบิน พอเครื่องลงเท่านั้นแหละ ฝรั่งคนไหนเดินมาก็ดูเหมือนกันหมด หน้าตาไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่ แถมยังอ้วนเหมือนกันแทบทุกคน สีของกระเป๋าก็คล้ายกัน แต่โชคดีที่ผู้จ้างวานบอกว่า สามีเขาใส่นาฬิกาสีเงิน ด้านซ้ายมือ และใส่แหวนด้วย ก็เลยต้องหาเอาจากตรงนั้น หาอยู่สักพักก็เจอ จากนั้นดิฉันก็เริ่มแผนการติดตามทันที วันแรกเป้าหมายไม่ได้ออกไปไหนเลย คงเพราะเดินมาเหนื่อยๆ มาถึงเมืองไทยตอนตี 5 เขาก็เข้าที่พักเลย และพอวันที่ 2 เขาก็ไปเที่ยวผับที่มีผู้หญิงนั่งดริ๊งก์ แบบเป็นที่เที่ยวสกปรกๆ น่ะ ดิฉันตามเข้าไป แต่นั่งไม่ได้นาน ทนไม่ไหว เพราะมันโสโครกมาก ดิฉันเห็นสภาพโต๊ะเก้าอี้แล้วแทบนั่งไม่ลง ก็เลยออกมานั่งรอข้างนอก เป้าหมายเข้าไปตั้งแต่ประมาณ 4-5 โมงเย็นเลยนะ อยู่ข้างในนานมาก กว่าจะออกก็นูนดึกเลย ทั้งที่ข้างในไม่ได้มีอะไรพิศมัยซักนิด แสงสีสวยงามอะไรก็ไม่มีเลยสรุปวันนี้เขาก็ไม่ได้ไปหาผู้หญิงที่ไหนอีกตามเคย เที่ยวอย่างเดียว

            วันต่อมาดิฉันก็ตามอีก เป้าหมายไม่เช่ารถขับนะ ไม่ทราบทำไมเหมือนกัน จะขี้เหนียวหรือเพราะเบื่อการจราจรเมืองไทยก็ไม่ทราบ เพราะเห็นเขาใช้รถโดยสารตลอด บีทีเอสบ้าง มอเตอร์ไซค์บ้าง แท๊กซี่บ้าง แล้วบางทีก็เดิน แล้วเลาเดินนะ ขาเขายาวมาก และเป็นคนที่เดินเร็วมาก เดินก้าวหนึ่ง ดิฉันต้องวิ่งตาม 3 ก้าวถึงจะทัน ไหนดิฉันจะต้องไปศึกษาเส้นทางของรถไฟฟ้าก่อน สถานีไหนลงตรงไหน เพราะเราไม่ได้ชำนาญเรื่องพวกนี้ไง แต่ฝรั่งเขาจะค่อนข้างชำนาญ เพราะบ้านเมืองเขามีขนส่งมวลชนแบบนี้อยู่แล้ว

            มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป้าหมายกำลังจะขึ้นรถไฟฟ้า ดิฉันก็ทำทีไปต่อคิวเขาทันที และสังเกตว่าเขากดลงที่ไหน  เคสนี้ดิฉันต้องแลกเหรียญไว้เยอะๆ เพราะเขาขึ้นรถอะไรดิฉันก็ต้องขึ้นตามเขาทุกอย่าง จะมามัวห่วงเงินทอนอยู่ไม่ได้ เดี๋ยวเป้าหมายจะคลานสายตาซะก่อน ต้องเตรียมเงินให้พอดีค่าโดยสาร เวลาเดินตามเขา ก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่มอง ไม่สนใจ แกล้งโทรศัพท์บ้าง ดูวิวทิวทัศน์ข้างทางบ้าง แต่เปล่าหรอก จริงๆ แล้วสายตาเหลือบดูเป้าหมายตลอด พอเป้าหมายลงจากรถไฟฟ้าแล้ว เขาก็ลงมาเรียกมอเตอร์ไซค์ทันที เพราะรู้สึกวันนั้นรถติดมาก ดิฉันก็ต้องกระโดดซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างตามทันทีเหมือนกัน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเล่นหนังเจมส์บอนด์ยังไงงั้นเลยค่ะแล้วฝรั่งคนนี้ ก็เป็นคนที่ไร้มารยาทเอามากๆ พอเขานั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปได้หน่อยเดียว เขาก็ลงรถกลางถนน แต่ไม่มีที่ให้ข้าม แต่เป้าหมายกระโดดข้ามที่กั้นตรงเกาะกลางถนนหน้าตาเฉยเลย กฏจราจรเมืองไทยเป็นยังไงไม่รู้ ไม่สนใจ ดิฉันเห็นแล้วล่ะ ว่ามีป้ายเขียนติดไว้ บอกว่าฝ่าฝืนต้องโดนปรับ

            แต่ในเมื่อเป้าหมายกำลังจะคลาดสายตาแล้ว จะให้นักสืบอย่างอำนวยพรละเลยหน้าที่ไปได้อย่างไร พอเป้าหมายปืนข้ามรั้วได้ ดิฉันรีบลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง  ปืนตามทันที โอย...ยากเย็นแสนเข็ญชะมัดเลยล่ะค่ะ แล้วความซวยก็มาเยือนอีกระลอก ดิฉันยังไม่ทันวิ่งข้ามถนนเลย เสียงนกหวีด ปิ๊ดๆๆๆ ดังมาเลยจะใครซะอีกล่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่คุณตำรวจไทยใจดีของเรานั่นเอง คือคุณตำรวจเขาคงเห็นตั้งแต่ตอนที่เป้าหมายก้าวข้ามไปแล้วล่ะ แต่คงจับไม่ทัน เพราะพอเขาข้ามปุ๊บ ด้วยความที่ขายาว เขาก็กระโดหนีข้ามถนนไปต่อเลย แต่ผู้หญิงอย่างอำนวยพร กว่าจะข้ามได้ก็ทุลักทุเลมากพอแล้ว ตาก็เหลือบไปเห็นอยู่หรอกว่ามีป้ายห้ามข้าม แต่วินาทีนั้นดิฉันต้องทำเวลา กลัวว่าเป้าหมายจะคลาดสายตาอย่างเดียวและนอกจากดิฉันจะไม่ละเลยหน้าที่แล้ว ยังเป็นพลเมืองดีอีกต่างหาก ก่อนที่คุณตำรวจจะว่าอะไรออกมา ดิฉันก็รีบบอกเขาก่อนว่า พอดีมากับฝรั่งคนนู้น แต่เขาข้ามถนนไปก่อนแล้ว เดี๋ยวจะหลงทางกันคุณตำรวจเอาค่าปรับไปเลยค่ะ และดิฉันก็ไม่รอแล้วดูหรอกค่ะว่า เขาจะปรับหรือแค่ตักเตือนเท่านั้น รู้แต่ว่า พี่หนูรีบมาก หนูไปก่อนนะ แล้วดิฉันก็รีบวิ่งข้ามถนนไปทันที ก็แหม! คุณคะ แถวสุขุมวิทช่วงเวลานั้นคนเยอะจะตาย ถ้าเกิดคลาดสายตานิดเดียว ก็คือหายไปเลยล่ะ คราวนี้จะต้องมาเริ่มตามใหม่อีกเหรอ ไม่รู้เขาจะอยู่ให้ตามอีกกี่วัน แถมหลักฐานก็ยังไม่มีให้ผู้จ้างวานอีก เพราะฉะนั้นมีอะไรก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนล่ะค่ะ

            จากนั้นดิฉันก็ตามมาเจอเป้าหมายอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ห้างสรรพสินค้าแถวๆ สุขุมวิทนั่นแหละ ตามข้อมูลที่ผู้จ้างวานให้มา คนที่สามีเขาเลี้ยงดู จะเป็นผู้หญิงตัวดำๆ ผอมๆ แต่คนที่กำลังคุยกับเป้าหมายอยู่นี้ ดิฉันดูแล้วก็เห็นว่า สภาพตรงกันข้ามกับผู้หญิงคนนั้นโดยสิ้นเชิง แต่จะใช่ไม่ใช่ยังไง ดิฉันก็ต้องเก็บหลักฐานไว้ก่อนค่ะ เพราะรับงานเขามาแล้ว รีบควักกล้องถ่ายรูปตัวเล็กจิ๋วคู่ใจออกมาทันที มันจะคล้ายตลับแป้งอันเล็กๆ ดิฉันก็ทำทีเป็นแต่งหน้าทาปาก แต่ที่จริงกดชัดเตอร์ตลอดเลย ถ้ามีคนกำลังสังเกตดิฉันอยู่ อาจจะนึกในใจ ยัยนี่เป็นอะไรนักหนา แต่งหน้าทาปากตลอดเวลาเลย กลัวไม่สวยหรือไง อะไรประมาณนั้น แต่ดิฉันก็ระวังตัวพอสมควรเลยค่ะ เพราะเดี๋ยวเป้าหมายจะรู้ตัวซะก่อน สรุปแล้วเป้าหมายกับผู้หญิงคนนี้ ไม่มีอะไรจริงๆ เหมือนมาคุยงานกันมากกว่า พอเขาคุยเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ไม่มีอะไรต่อเนื่อง หรือเป็นสิ่งที่จะโน้มน้าวให้คิดว่า เขาเป็นคู่ขากัน

    พอตอนขากลับ เป้าหมายนั่งแท๊กซี่กลับ และเขาไปจองตั๋วเครื่องบินจะบินไปฮ่องกวต่อ ดิฉันก็เลยโทรแจ้งผู้จ้างวานว่า ที่เมืองไทยเขาไม่ได้ไปเจอผู้หญิงตามที่ให้ข้อมูลมา สงสัยจะเลิกกันแล้ว โอเคงานจบแล้วนะ เพราะเป้าหมายจะไปประเทศอื่นต่อแล้ว ผู้จ้างวานรีบบอกดิฉันเลยเลยว่า เขาสงสัยผู้หญิงที่ฮ่องกงอีกคนหนึ่ง และอยากให้ดิฉันไปสืบดู โอ้โห! คุณขา ดิฉันรีบปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยค่ะ เอาแค่โกอินเตอร์ในเมืองไทยก็พอแล้ว อย่าให้ไปโกไกลถึงเมืองนอกเมืองนาเลย เกิดเป็นอะไรมา แลเวใครจะมาช่วยทัน จริงมั้ยคะ อีกอย่างคือ 1. เราไม่รู้พื้นที่ 2. ค่าใช้จ่ายประเมินไม่ได้ ดิฉันเลยบอกผู้จ้างวานว่า จะเฝ้าสามีเขาที่สนามบินก็พอ ผู้จ้างวานก็เลยโอเค และเคสนี้ก็จบลงโดยที่ดิฉันปวดหัวใช้ได้ทีเดียวค่ะ และโดยส่วนตัวดิฉันคิดว่า เป้าหมายกับนักศึกษาคนนั้น อาจจะเลิกกันไปแล้วก็ได้ หรือบางทีเป็นจังหวะที่เป้าหมายมาทำธุระสำคัญจริงๆ และอยู่แค่ไม่กี่วัน ก็เลยไม่ได้นัดใคร เพราะผู้จ้างวานเขายังไม่เชื่อว่า สามีจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว คือยังระแวงอยู่ ผู้หญิงเราส่วนมากมักจะเป็นแบบนี้แหละค่ะ ค่อนข้างขี้ระแวง อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็จะคิดมาก ระแวงไปหมด ถ้าขืนเป็นแบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวโรคเครียดจะถามหาเอานะคะ

 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก