ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค/ธนาคารกรุงไทย|ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค/ธนาคารกรุงไทย

ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค/ธนาคารกรุงไทย

Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค/ธนาคารกรุงไทย

ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์

บทความวันที่ 4 มิ.ย. 2552, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 4068 ครั้ง


ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./คดีคุ้มครองผู้บริโภค


                                                                                         ศาล  แขวงพระนครเหนือ

ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน)                                            โจทก์

นาย ส. ที่ 1 , นายอ. ที่ 2                                                            จำเลย

เรื่อง  ยืม ค้ำประกัน
จำนวนทุนทรัพย์ 113,279  บาท  87  สตางค์

      ข้อ 1  โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน  จำกัด มีนาย ภ.  เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัท  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1
 ในการดำเนินคดีนี้  โจทก์โดยนาย ภ.  กรรมการผู้มีอำนาจได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นาง จ.  เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์ก็ได้  รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2
      ข้อ 2  โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์มีสาขาอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ  จำเลยทั้งสองเป็นลูกค้าและลูกหนี้โจทก์สาขาองค์การตลาดเพื่อการเกษตรกร (เดิมชื่อสาขาตลาดหมอชิต)  จังหวัดกรุงเทพมหานครในหนี้ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฎ ดังนี้
      จำเลยที่ 1  ได้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับโจทก์สาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรบัญชีเลขที่ 035-1-17449-4  ในการเปิดบัญชีออมทรัพย์มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1  สามารถนำเงินเข้าฝากและเบิกถอนเงินออกจากบัญชีได้  โดยได้นำฝากหรือใบถอนเงินได้ที่สาขาของโจทก์ทั่วประเทศหรือใช้บัตร เอ.ที.เอ็ม  เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบี (เอ.ที.เอ็ม)  ได้ทั่วประเทศ  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำขอเปิดบัญชีออมทรัพย์  เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3
      โจทก์ได้มีบริการให้สินเชื่อกรุงไทยธนวัฎ  กล่าวคือลูกค้าของโจทก์ที่นายจ้างจ่ายเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่น ๆ โดยการนำเข้าบัญชีออมทรัพย์สามารถขอกู้เงินจากโจทก์ได้เป็นจำนวนตั้งแต่ 3 ถึง 11 เท่าของเงินเดือนหรือผลประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับแต่ละเดือน  โดยสามารถเบิกเงินกู้ได้จากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว  จำเลยที่ 1  เป็นข้าราชการสังกัดควบคุมการปฎิบัติทางอากาศ  กระทรวงกลาโหมซึ่งจำเลยที่ 1  ได้ใช้บริการการจ่ายเงินเดือนและเงินผลประโยชน์อื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1  พึงได้รับโดยการเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บัญชีเลขที่ 035-1-17449-4
 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2545  จำเลยที่ 1  ได้ทำสัญญากู้สินเชื่อกรุงไทยธนวัฎจำนวนเงิน 110,000  บาท  ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เอ็ม อาร์ อาร์บวก 3.50  ต่อปี  ขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 11.25  ต่อปี  กำหนดจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปีนับแต่วันทำสัญญากู้  จำเลยที่ 1  สามารถเบิกเงินกู้ได้จากบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 035-1-17449-4  จำเลยที่ 1  ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือนติดต่อกันโดยการหักเงินเดือนของจำเลยที่ 1  จากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว  และหากหลังจากวันทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยหรือโจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยหรือตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่มีประกาศเป็นต้นไป
      จำเลยที่ 1  ตกลงให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1  พึงได้นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากเป็นประจำทุกเดือนตลอดไป  หากไม่มีการนำเงินเดือนเข้าบัญชีออมทรัพย์จำเลยที่ 1  หรือจำเลยที่ 1  ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยงวดในงวดหนึ่ง  หรือโจทก์ไม่สามารถนำเงินมาหักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยได้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญากับโจทก์  จำเลยที่ 1 ยอมให้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1  ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที  และยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศของโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศของโจทก์ได้
      เมื่อสัญญาครบกำหนดแล้วหากโจทก์หรือจำเลยที่ 1  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญาให้ถือว่าสัญญามีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี  โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญา  และหากมีการบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ตามที่จำเลยที่ 1  ต้องชำระหนี้ทั้งหมดทันที
      เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยที่ 2  ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฎ  โดยตกลงยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1  อย่างลูกหนี้ร่วม  จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนและหากโจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้กับจำเลยที่ 1  โดยแจ้งให้จำเลยที่ 2  ทราบหรือไม่ก็ตาม  จำเลยที่ 2  ยอมด้วยกับการผ่อนเวลาทุกครั้ง  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฎ  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4
      ข้อ 3  หลังจากทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัธแล้ว  จำเลยที่ 1  ได้มีใช้วงเงินกู้โดยการเบิกถอนเงินและนำเงินเข้าฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์หลายครั้งหลายหน  นายจ้างของจำเลยที่ 1  ได้โอนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1  เรื่อยมา  หากเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์  โจทก์จะคิดดอกเบี้ยเอากับจำเลยที่ 1  ตามสัญญา  และเมื่อมีการนำเงินเดือนเข้าบัญชีโจทก์ก็จะหักบัญชีเพื่อตัดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทุกเดือน  จำเลยที่ 1  ได้ทราบและยินยอมด้วยโดยยังคงนำเงินเดือนเข้าบัญชีทุกเดือนและมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเรื่อยมา
      แต่ต่อมามีการนำเงินเดือนของจำเลยที่ 1  เข้าบัญชีแต่ไม่เพียงพอที่จะนำเงินดังกล่าวมาหักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยได้  จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแล้ว  โจทก์หักทอนบัญชีในวันที่ 24  เมษายน 2552  จำเลยที่ 1  มีหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 113,353.55  บาท  
      จำเลยที่ 1  จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงิน 113,353.55  บาท  พร้อมดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดสูงสุดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี  ตั้งแต่วันที่ 25  เมษายน 2552  ถึงวันที่ 26 เมษายน 2552  เป็นดอกเบี้ย  93.17  บาท  ในวันที่ 27  เมษายน 2552 มีการนำเงินเดือนเข้าบัญชีจำนวน 997.97  บาท  โจทก์นำเงินไปหักชำระหนี้คงเหลือเป็นเงิน 112,355.58 บาท
      จำเลยที่ 1  จึงต้องรับผิดในต้นเงิน 112,355.58 บาท  พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี  ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2552  เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นคิดดอกเบี้บถึงวันฟ้องเป็นเงิน 924.29 บาท  รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 113,279.87  บาท  รายละเอียดปรากฏตามสำเนารายการบัญชีออมทรัพย์และรายการคำนวณยอดหนี้  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และ 6
      ข้อ 4  ก่อนฟ้องคดีนี้  โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวทวงถามแล้วแต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้กับโจทก์แต่อย่างใด  รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถาม  และใบตอบรับ  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และ 8
      ข้อ 5  ดังนั้นถึงวันฟ้องวันที่ 14  พฤษภาคม 2552 จำเลยที่ 1  ในฐานะลูกหนี้และจำเลยที่ 2  ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันรับผิดแก่โจทก์ในหนี้ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฎเป็นเงิตน 113,279.87  บาท  ซึ่งโจทก์ขอถือเอาเป็นทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีนี้  รายละเอียดปรากฏตามสำเนารายการคำนวณยอดหนี้  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9
      การคิดดอกเบี้ยและวิธีการคำนวณดอกเบี้ยตามสัญญาและตามฟ้อง  โจทก์ได้ถือปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยทั้งสองได้ทำไว้กับโจทก์  และอาศัยประกาศกระทรวงการคลัง,ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด  และประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์  เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 10 ถึง 12
      โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ได้  โจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอศาลบังคับจำเลยทั้งสองต่อไป
     ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด


คำขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค
      ขอศาลโปรดออกหมายเรียกจำเลยพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
      1.  ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์เป็นเงิน 113,279.87 บาท  พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี  ของต้นเงิน 112,355.58  บาท  นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์
     2.  หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้บังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน
      3.  ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์


 

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก