ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน|ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

Header Background Image

งานเผยแพร่ความรู้ทางด้าน กฎหมาย การบริหารการจัดการหนี้สินในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน การฝึกอบรมสัมมนาพัฒนาบุคลากร ในการประกอบธุรกิจ หากหน่วยงานของรัฐ บริษัทห้างร้าน มีความสนใจ เชิญทีมงานไปฝึกอบรมสัมมนาหรือต้องการข้อมูลข่าวสาร ติดต่อได้ที่ 02-948-5700 อ่านต่อ

ท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรมการติดตามหนี้ ทวงหนี้อย่างไรให้ได้ผล ได้เงิน รักษาภาพลักษณ์ รักษาลูกค้า/หลักสูตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตภายในองค์กร/หลักสูตรกฎหมายแรงงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารบริษัท สนใจโทร.02-9485700 อ่านต่อ

สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ มีเรื่องคาใจอยากรู้ความจริง โทรมาคุยกับกุ้งได้ที่ 081-625-2161หรือ 089-669-5026 "อย่าปล่อยให้มีเรื่องคาใจ อะไรที่ไม่สบายใจ ต้องหาทางปลดปล่อย สืบให้รู้ความจริง จะได้จบสิ้นกันเสียที สำหรับความทุกข์ที่คาใจมาเป็นเวลานาน อย่าปล่อยให้คนนอกใจลอยนวล" อ่านต่อ

รับแปลเอกสารต่างๆ อ่านต่อ

ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

ทนายคลายทุกข์ขอนำความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

บทความวันที่ 8 เม.ย. 2552, 00:00

มีผู้อ่านทั้งหมด 152718 ครั้ง


หญิง

ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

 

            ทนายคลายทุกข์ขอนำความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน  จากหนังสือ ครอบครัว  โดยประสพสุข  บุญเดช  ซึ่งเป็นเรื่องสมาชิกสอบถามเข้ามาที่ทนายคลายทุกข์เป็นจำนวนมาก  ว่าจะถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน  จะมีส่วนในทรัพย์สินหรือไม่  ซึ่งท่านที่กำลังมีปัญหาเรื่องทรัพย์สิน  สามารถศึกษาได้จากข้อมูลที่ทนายคลายทุกข์นำมาเสนอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือของคุณประสพสุข 

 

สามีภริยาได้ทำการสมรสกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2478  ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ได้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5  แล้ว   โดยมิได้จดทะเบียนกันนั้น  ไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  เพราะมาตรา 1457  บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า  การสมรสจะมีได้เมื่อได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วเท่านั้น  ชายและหญิงที่อยู่ด้วยกันดังกล่าวจึงไม่เป็นคู่สมรสต่อกัน  บุตรที่เกิดมาก็ถือว่าเป็นบุตรของหญิงฝ่ายเดียว  สินส่วนตัวและสินสมรสไม่เกิดขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่ชายหญิงคู่นี้ได้ลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกัน  ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันนั้น  ถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันและมีส่วนในทรัพย์สินเหล่านั้นคนละครึ่งเท่ากัน  ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรม  เพราะการที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส  แม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  แต่ก็หาการกระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่ 

 

ตัวอย่างเช่น  สามีภริยาไม่ได้จดทะเบียน  หญิงขายทรัพย์ของตนเองเอาไปซื้อที่ดินและกระบือลงชื่อชายถือกรรมสิทธิ์ทำกินร่วมกันมา  ชายตาย  ถือว่าชายหญิงเป็นเจ้าของร่วมกัน  หรือ หญิงชายอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส  ได้ร่วมกันซื้อนาและทำกินเป็นการแสดงเจตนาให้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน  ส่วนเงินที่ซื้อฝ่ายใดจะยืมใครมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์  เพราะหญิงคนนั้นระคนปนทรัพย์กันใช้สอยและทำมาหากินด้วยกัน  ต้องถือว่าต่างมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่ง  เป็นต้น  หลักการเช่นว่านี้ในต่างประเทศ เช่น  สหรัฐอเมริกา  ศาลอุทธรณ์แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย  ก็ได้วินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า  แม้สามีภริยามิได้สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกันก็จะต้องนำมาแบ่งปันเป็นคนละครึ่งเช่นเดียวกัน  อย่างไรก็ดีสำหรับทรัพย์สินที่ต่างคนต่างทำมาหาได้แยกกันนั้นเป็นสิทธิของฝ่ายนั้นผู้เดียว  อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนแบ่งด้วยเพราะไม่ถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474(1) ฉะนั้น  สามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันสามีจึงไม่มีสิทธิฟ้องของแบ่งทรัพย์จากภริยาในส่วนทรัพย์ที่สามีมิได้ร่วมแรงร่วมทุนทำมาหาได้กับภริยาแต่อย่างใด

           

การลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกัน  โดยหลักการแล้วหมายถึงการที่ชายและหญิงร่วมกันทำการค้าหรือดำเนินกิจการใดโดยเฉพาะเจาะจงแล้วได้เงินหรือทรัพย์สินมา  เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวจึงจะถือว่าชายและหญิงเป็นเจ้าของร่วมกันในส่วนเท่ากัน  หากชายรับราชการได้เงินเดือนเดือนละ 15,000  บาท  เงินเดือนและค่าจ้างเป็นของชายหรือหญิง เช่นว่านี้เป็นของตนเองโดยเฉพาะ หรือหญิงได้รับมรดกเป็นที่ดิน 3 แปลง  ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวก็เป็นของหญิงโดยลำพังเช่นเดียวกัน  การที่ชายหญิงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน  ชายประกอบกิจการค้าส่วนหญิงอยู่บ้านเลี้ยงบุตร  ดูแลบ้าน  ทำอาหารเลี้ยงดูครอบครัวเป็นเวลาหลายปี  มีทรัพย์สินหลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้น  จะถือว่าการที่หญิงเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว  เป็นการลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกันกับชาย  จึงมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่  ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ในปี 2512  ว่า  การที่หญิงดูแลครอบครัวให้ชายเป็นการร่วมกันกับชาย  ทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติร่วมกันแล้ว  ชายหญิงจึงมีส่วนในทรัพย์สินดังกล่าวเท่า ๆ กัน

           

มีข้อน่าสังเกตว่า  การที่ถือหลักว่าหญิงอยู่บ้านดูแลครอบครัวให้ชายที่ออกไปทำงานนอกบ้านได้มีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุกเป็นการร่วมทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกับชาย  อาจเป็นเหตุจูงใจให้ชายและหญิงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนกันให้ถูกต้องตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น  เพราะแทบไม่มีผลแตกต่างกันกันในทางทรัพย์สินระหว่างการที่ชายหญิงจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่  ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดหามาได้โดยลำพัง  อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงมีส่วนแบ่งคนละครึ่งเช่นเดียวกับสินสมรส  โดยหลักการแล้วการที่ชายและหญิงมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  ต่างฝ่ายต่างไม่มีหน้าที่ต้องอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาหรืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน  ฉะนั้นหญิงที่อยู่บ้านดูแลครอบครัวน่าจะเป็นเพียงการมีส่วนร่วมในการอยู่รวมกันโดยใช้แรงงานแทนเงินค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เท่านั้น  หาใช่เป็นการลงทุนร่วมแรงทำมาหากินด้วยกันกับชายอย่างแท้จริงไม่  หญิงเองก็มีความผาสุกในการกระทำดังกล่าวเช่นเดียวกับชายเหมือนกัน  ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2527  มีคดีที่ชายหญิงภริยาคู่หนึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามาเป็นเวลานานถึง 19 ปี โดยหญิงต้องลาออกจากงานมาดูแลบ้านและครอบครัวซึ่งมีบุตรด้วยกัน 2 คน  ชายหญิงคู่นี้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในบ้านที่บุคคลทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัย  ศาลวินิจฉัยว่าหญิงไม่มีส่วนร่วมในการได้มาซึ่งบ้านหลังนี้  จึงไม่มีส่วนแบ่งใด ๆ ในบ้านดังกล่าวแม้ว่าหญิงจะทำงานหนักมาหลายปีเท่ากับชายในค้ำจุนครอบครัวในแง่ของครอบครัวก็ตาม  ฉะนั้นจึงน่าจะต้องรอดูต่อไปว่า  ศาลฎีกาจะยังคงยืนยันหลักการเดิมหรือจะเปลี่ยนหลักการมาทำนองเดียวกับคดีของศาลอังกฤษเช่นว่านี้ในโอกาสต่อไป

           

สำหรับการที่ชายกับชายก็ดี  หรือหญิงกับหญิงก็ดี  มาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยานั้น  เนื่องจากบุคคลทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้  เพราะขัดต่อเงื่อนไขของการสมรสที่ฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นชาย  และอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นหญิง  แต่ในทางด้านทรัพย์สินที่บุคคลทั้งสองทำมาหาได้ด้วยกันในระหว่างอยู่กินด้วยกันนี้  ต้องถือว่าบุคคลที่สองมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน  โดยมาตรา 1357  ให้สันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของร่วมกันมีส่วนเท่ากัน  จึงต้องแบ่งกันคนละครึ่งเคยมีคดีที่โจทก์เป็นหญิงแต่มีนิสัยและทำตัวเป็นชาย  มีอาชีพขายเนื้อโค  กระบือ  ส่วนจำเลยก็เป็นหญิงมีอาชีพเป็นนักร้อง  โจทก์และจำเลยได้มาอยู่ร่วมกันในบ้านเดียวกันโดยจำเลยเลิกอาชีพดังกล่าวและทำพิธีเข้าถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับโจทก์  ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันมาเกิดมีทรัพย์สินคือ  ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 3 แปลง  โดยที่ดินทั้งสามแปลงนี้มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์  โจทก์จึงมาฟ้องขอแบ่งที่ดินดังกล่าว   ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  แม้โจทก์จำเลยเป็นหญิงไม่สามารถจะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  แต่ตามพฤติกรรมที่บุคคลทั้งสองได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 20 ปี  โดยจำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน  แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่าบางครั้งจำเลยก็มาช่วยโจทก์ขายเนื้อในตลาด  ในการซื้อ โค  กระบือนั้น  หากจ่ายเป็นเช็คก็ใช้เช็คของจำเลย  แสดงให้เห็นว่าโจทก์จำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของโจทก์จำเลยร่วมกัน  บรรดาทรัพย์ที่โจทก์หรือจำเลยทำมาหาได้ระหว่างนั้น  ไม่ว่าจะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดหาใช่ข้อสำคัญไม่  แต่ต้องถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างที่โจทก์จำเลยอยู่ร่วมกัน  จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายและความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งที่จะให้โจทก์และจำเลยมีส่วนในทรัพย์สินที่พิพาททั้งหมดคนละกึ่งหนึ่ง  พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงนี้ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

 

            ในกรณีที่ชายมีภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว  แต่มาได้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นภริยาน้อยชายและภริยาน้อย  ร่วมกันทำมาหาได้ทรัพย์สินใดมา  ทรัพย์สินที่ได้มานี้เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างชายกับภริยาน้อย โดยภริยาน้อยมีส่วนครึ่งหนึ่ง  อีกครึ่งหนึ่งที่เป็นของชายเป็นสินสมรสชายกับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย  แต่ถ้าภริยาน้อยไม่มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้  ทรัพย์สินที่ได้มาเป็นสินสมรสระหว่างชายกับภริยาหลวงทั้งหมด  เช่น  ชายกับภริยาน้อยร่วมกันทำการค้าได้กำไรไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง  หากจะต้องแบ่งที่ดินแปลงนี้ให้ภริยาน้อยครึ่งหนึ่งภริยาหลวงได้เศษหนึ่งส่วนสี่  และชายได้เศษหนึ่งส่วนสี่ เป็นต้น  การร่วมกันทำมาหาได้ทรัพย์สินนี้น่าจะไม่จำเป็นต้องร่วมกันทำการค้า  หรือดำเนินกิจการโดยเฉพาะเจาะจงแม้เพียงชายไปทำมาค้าขายโดยตนเอง  ส่วนภริยาน้อยเลี้ยงดูบุตรเป็นแม่บ้านอยู่รวมกันกับชายในบ้านหลังเดียวกัน  ก็อาจจะถือว่าร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นของชายและภริยาน้อยร่วมกันได้  แต่ทั้งนี้ชายและภริยาน้อยต้องมีถิ่นที่อยู่ต่างตำบลกันกับภริยาหลวงและมีทรัพย์สินอยู่ ณ ตำบลที่อยู่ของแต่ละคน  แสดงว่าได้แบ่งแยกเป็นส่วนสัดแล้ว  หากสามี ภริยา และภริยาน้อยอยู่ร่วมบ้านเรือนเดียวกันหรืออยู่บริเวณใกล้ชิดมีช่องทางเข้าออกถึงกันได้  ถือว่าภริยาน้อยเข้ามาอยู่ในครอบครัวของสามีในฐานะบริวารหรือนางบำเรอเท่านั้น  ภริยาน้อยไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในสินสมรสระหว่างสามีภริยาแต่อย่างใด

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือครอบครัว  โดยคุณประสพสุข  บุญเดช  ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 753


10 admin (

4

โดยคุณ คุณยุ 5 ต.ค. 2560, 17:23

ความคิดเห็นที่ 752




โดยคุณ คุณยุ 5 ต.ค. 2560, 15:48

ความคิดเห็นที่ 751

สวัสดัค่ะ ขอสอบถามเรื่องฟ้องร้องกรณีไม่จดทะเบียน ดิฉันกับสามีแต่งงานอยู่กินมา 14 ปี มีงานแต่งพิธีการผู้ใหญ่รับรู้ทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ( สามีไม่เคยชวน แม้เราจะชวนแล้ว ก็ไม่ไป) ต่อมามีบุตรชาย1 คน ตินนี้ อายุ 11 ขวบค่ะ สามีจดทะเบียนรับรองบุตรแล้วเพื่อใข้ลดหย่อนภาษีหากเลิกกันเราสามาถฟ้องสามีได้ไหมค่ะ


    1. สามีมีกองทุนสะสมที่ถือว่าเป็นเงินเก็บร่วมกัน คุยกันก่อนแต่งานว่า เราจะใช้เงินส่วนนี้เป็นเงินเกษียรร่วมกันค่ะ( เหมือนเงินเก็บร่วมกัน) ส่วนเราจะฟ้องได้ไหม

       2 . ค่าเลี้ยงดูบุตร เราจะห้องได้เท่าไหร่ ( บุตรเป็นไฮเปอร์ค่ะ ต้องไปหาหมอทุกสามเดือน เพื่อรับยาและประเมินผลก่รรักษา) ตลอดเวลาการรักษาสามีไม่เคยไปพบแพทย์เลยแม้แพทย์ต้องการพบก่ตาม

        3. ตอนนี้เรานำรถยนต์ที่เป็นขื่อของตัวเองไปจำนำเพื่อนำเงินมาปลดหนี้ให้สามีที่โดนฟ้อง  เราทำอะไรได้บ้างค่ะ


ตลอดเวลาที่แต่งงาน เรทำงานมาโดยตลอด แต่พึ่งมาหยุดทำงานแที่แล้วเพราะสามีต้องการให้ออกมาดูแลลูกโดยตกลงจะหั้ยเงินเดือนล่ะ15000 บาท (ปกติเราทำงานได้เงินเดือนสามหมื่นบาท) โดยค่าใช้ต่ายในบ้านช่วยกันคนล่ะครึ่ง) แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน เราได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่ว่าสามีอยากให้เท่าไหร่ ซึ่งส่วนนี้กระทบถึงลูกมาก  อยาก ขอคำขี้แนะ ว่าเราจะทำอะไรได้บ้างค่ะ( ตอนนี้ยังทำหน้าที่พ้อและแม่อยูค่ะ แต่ไม่มีความสัมพันธ์กันค่ะ เคยคุยกันเรื่องอย่าแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ค่ะ)


โดยคุณ พุทธางกูล 18 ก.ย. 2560, 08:38

ความคิดเห็นที่ 750

คบกับแฟนเกือบ7ปี

ไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้หมั้น ไปมาหาสู่กันปกติของคนเป็นแฟนกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะอยู่คนล่ะที่

1.ซื้อรถเก๋ง1คันชื่อดิฉัน ดิฉันเป็นคนจ่ายงวดรถเองทั้งหมด

2.ซื้อรถปิคอัพ1คันชื่อดิฉัน. ตกลงกันให้แฟนจ่ายงวดรถคันนี้ แฟนเป็นคนค้ำ แฟนเอารถคันนี้ไปจำนำและไม่จ่ายดอกเบี้ยเลยและแฟนไม่ได้จ่ายงวดรถ9งวดติดกัน

3.หนี้สินที่กู้มาช่วยเหลือแฟน ทำธุรกิจร่วมกัน

รวมๆเกือบล้าน

จากนั้นเลิกรากันไป

1. เขาทิ้งให้เรารับผิดชอบค่างวดรถปิคอัพที่ค้างไว้เกือบ80,000และรถก็ขอคืนไม่ได้เพราะติดจำนำอยู่ เราต้องหาเงินไปไถ่ออกมาเองถ้าอยากได้ รถคืนรวม170,000บาท

2.รถเก๋งเขาบอกต้องขายแบ่งครึ่ง เพราะเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ตอนคบกัน

3.ถ้าทรัพย์สินจะแบ่งครึ่ง หนี้สินแบ่งครึ่งได้มั้ย

ชื่อดิฉันทั้งหมด

โดยคุณ กานต์ 17 ก.ย. 2560, 12:15

ตอบความคิดเห็นที่ 750

เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ก็จะไม่มีเรื่องสินสมรสเข้ามาเกี่ยวข้อง ในส่วนของรถเก๋ง เมื่อคุณใช้ชื่อคุณออกเอง และจ่ายค่างวดรถเองทั้งหมด รถเก๋งก็ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณทั้งหมด และไม่ใช่กรรมสิทธิ์ร่วมด้วย ทางแฟนคุณย่อมไม่มีสิทธิที่จะมาขอแบ่งครับ 

ส่วนเรื่องเงินที่กู้มานั้น แม้จะกู้มาทำธุรกิจร่วมกัน เมื่อได้ไม่จดทะเบียนสมรสกัน และถ้าหากว่าแฟนคุณไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ในฐานะผู้กู้ร่วม กรณีดังกล่าวก็ย่อมไม่ใช่หนี้ร่วม ไม่สามารถที่จะแบ่งครึ่งได้  

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 29 ก.ย. 2560, 15:15

ความคิดเห็นที่ 749

ขอสอบถามผู้รูหน่อยค่ะ
ดิฉันกับแฟนคบกันมาหลายปีพอสมควรจึงตัดสินใจเก็บเงินสร้างครอบครัวด้วยกันเงินเก็บทุกบาทของดิฉันกับแฟนจะเก็บเข้าบัญชีของแม่แฟนให้แม่แฟนเก็บให้ส่วนตัวดิฉันเองก็มีภาระทางบ้านที่ต้องผ่อนรถให้แม่ดิฉันทุกเดือน เงินที่หามาได้ด้วยกันก็แบ่งจ่ายที่เหลือก็เอาเข้าบัญชีเก็บด้วยกัน
แต่ดิฉันกับแฟนยังไม่ได้แต่งงานกันมีแต่ญาติผู้ใหญ่รับรู้พอจะแยกทางกันแฟนดิฉันทวงค่ารถที่ส่งให้ทางบ้านดิฉันคืนทุกบาท ก่อนหน้าจะตัดสินใจเก็บเงินสร้างครอบครัวดิฉันก็บอกแล้วว่าดิฉันมีภาระต้องรับผิดชอบ พอแยกทางกันแฟนของดิฉันไม่ยอมแบ่งเงินที่เก็บด้วยกันให้คนละครึ่งและทวงเงินที่ส่งค่างวดรถคืนส่งด้วยกันก็ต้องมีสิทธิ์ด้วยกันแต่รถเป็นของแม่ดิฉัน เงินเก็บที่เก็บด้วยกันทุกบาทยุในบัญชีแม่ของแฟน แฟนเขาบอกถ้าอยากได้คนละครึ่งให้ไปฟ้องเอา ทำยังไงดีค่ะพอจะมีวิธีแนะนำไหมค่ะ 

โดยคุณ นิธิวดี ขุนศรี 26 ส.ค. 2560, 20:21

ตอบความคิดเห็นที่ 749

ในส่วนของเงินเก็บนั้น ถ้าตามข้อเท็จจริงที่ให้มานั้นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเจ้าของรวมแต่ละคนมีสิทธิที่จะเรียกให้แบ่งได้ 

ดังนั้นถ้าทางแฟนคุณไม่ยอมแบ่ง ก็ต้องมีการดำเนินการฟ้องกันต่อไปครับ

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 8 ก.ย. 2560, 16:57

ความคิดเห็นที่ 748

แต่งงานกับสามีในปี2557 แล้วได้ออกรถร่วมกัน1คัน ในชื่อสามีแล้วเราเป็นคนค้ำ พอมาปี2560ได้มีปัญหากัน สุดท้ายตกลงเลิกกัน โดยที่เราเป็นคนออกมาจากเขาเอง

อยากทราบว่าเราจะมีสิทธิได้ส่วนแบ่งจากรถรึเปล่า

แล้วเราต้องดำเนินเรื่องยังไง

โดยคุณ เบญจมาศ 22 ส.ค. 2560, 16:47

ความคิดเห็นที่ 747

สวัสดีครับ

ตากับยายของผมอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนที่จังหวัดหนองคาย หลังจากมีลูกด้วยกัน 1 คน เมื่อลูกอายุ 1 ขวบ ตากับยายผมก็ซื้อที่ดินทำไร่ โดยใช้ชื่อตาเป็นผู้ซื้อ แต่ยายก็ช่วยตาทำไร่เพื่อผ่อนที่ดินผืนนี้ด้วย หลังจากนั้นตามีภรรยาน้อยและมีบุตรร่วมกัน 1 คน แต่ใช้ชื่อยายเป็นมารดาตามกฎหมาย ต่อมาตากับยายก็เลิกรากันไป ตาไปมีภรรยาคนใหม่จดทะเบียนสมรสกัน แต่ไม่มีทรัพย์สินที่สร้างร่วมกัน และมีลูกร่วมกันอีก 2 คน หลังจากนั้นภรรยาใหม่ในสมรสและเมียน้อยของตาก็เสียชีวิตลง ตาก็ตัดที่ดินผืนนี้ส่วนหนึ่งไปขาย และต่อมาอีก 10 ปีตาก็เสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทำให้มีปัญหาเรื่องการแบ่งมรดก


คำถาม

1. กรณีแบบนี้จะมีสิทธิ์ขอฟ้องแบ่งทรัพย์สินของยายออกมาครึ่งหนึ่งได้มั้ยครับ และอยากทราบว่าหลักฐานอะไรที่จะใช้สู้คดีนี้ได้ครับ (พี่น้องของฝั่งตาเป็นพยานการอยู่กินร่วมกันได้ครับ)


2. รูปแบบการแบ่งที่ดินควรจะเป็นอย่างไรเพื่อให้เป็นธรรมกับทุกคนครับ

โดยคุณ กัญจน์ 15 ส.ค. 2560, 10:06

ความคิดเห็นที่ 746

#ขอสอบถามหน่อยค่ะ 

ดิฉันแต่งงานกับสามีโดยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสเมื่อต้นปี59 หลังจากวันแต่งงานแม่ดิฉันให้ทองหมั้นคืนกลับมาให้เราทั้งคู่ และเราได้ตกลงฝากทองหมั้นไว้กับแม่สามี หลังจากเวลาผาานไปได้ประมาณ1ปี สามีได้ขอเอาเงินแม่สามีไป70,000 บาทเพื่อไปใช้ในการซ่อมรถยนต์ โดยแม่สามีบอกว่างั้นขอยึดทองไว้แทน ซึ่งจนกระทั่งดิฉันพึ่งจะทราบเรื่องเมื่อ2-3วันที่ผ่านมานี้ โดยที่ดิฉันไม่มีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ดังกล่าวเลย จากนั้นเลยให้สามีบอกกับแม่ว่าขอทองหมั้นนั้นคืน แต่แม่สามีไม่ให้และตอบกลับมาว่าถ้าไม่มีเงินไปให้กูก้ไม่คืนทองให้ จึงขอสอบถามว่าแบบนี้เราจะแจ้งความแม่สามีได้หรือไม่คะ เนื่องจากทองหมั้นนั้นจะตกเป็นของแม่ฝ่ายหญิงทันทีแม้จะยังไม่มีการสมรส (แต่แม่ดิฉันให้คืนมาแบบนี้ถือเป็นทรัพย์สินของเราทั้งคู่)

โดยคุณ พลอยใส 30 ก.ค. 2560, 10:39

ตอบความคิดเห็นที่ 746

กรณีตามปัญหา  การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิงตามปพพ.มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือหากมีข้อสงสัยให้โทรปรึกษาทนายคลายทุกข์เบอร์ 02-9485700

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 25 ส.ค. 2560, 14:22

ความคิดเห็นที่ 745

ตอนนี้ยังเป็นคดีอยู่ 

สามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนกัน อยู่ก้นมาสองปีกว่า แม่ฝ่ายชายได้ให้ผู้ใหญ่ที่เป็นญาติกัน เขียนเอกสารมาฉบับหนึ่ง หรือเรียกว่าหนังสือไกลเกลี่ย โดยเขียนว่า ฝ่ายหญิงไม่ให้ฝ่ายชายร่วมหลับนอนด้วย ทำให้ฝ่ายชายเกิดความทุกข์ ฝ่ายหญิงไม่ประพฤติปฎิบัติตามหน้าที่ภรรยา โดยที่ฝ่ายชายขอของหมั้นคืน โดยที่ฝ่ายหญิงทำตามที่ฝ่ายชายขอทอง 2 บาท แหวน 1 วง แล้วแม่ฝ่ายชายให้แม่ฝ่ายหญิงเซ็นโดยสถานการณ์บีบบังคับ  อยากทราบว่าในกรณีนี้ถ้าขึ้นศาลใดจะเป็นฝ่ายแพ้หญิงหรือชาย



#ความจริงฝ่ายหญิงได้บอกกับแม่ฝ่ายชายแล้วว่า ตอนอยู่ด้วยกันฝ่ายหญิงได้นำทอง 2 บาท ที่เป็นขอหมั้นไปขายแล้ว ตลอดที่อยู่ด้วยกันมาฝ่ายหญิงให้ร่วมหลับนอนตลอดมา แต่ฝ่ายชายมาให้แหวนทีหลังที่จะแยกทางกัน แต่แม่ฝ่ายชายไม่ยอมจะฟ้องศาลฝ่ายหญิงว่าไม่คืนขอหมั้น โดยที่แม่ฝ่ายหญิงเป็นเซ็นโดยโดนคำข่มจากผู้ใหญ่แม่เป็นญาติของฝ่ายชายและแม่ฝ่ายชาย แต่เขียนในเอกสารหรือหนังสือไกลเกลี่ยอีกแบบหนึ่ง ณ ตอนนี้กำลังรอขึ้นศาล

โดยคุณ Jariya 25 ก.ค. 2560, 21:35

ตอบความคิดเห็นที่ 745

ให้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่ได้รับ เข้าพบทนายความเพื่อหาแนวทางการต่อสู้คดีต่อไป

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 25 ส.ค. 2560, 15:28

ความคิดเห็นที่ 744

ถ้าพี่สาวหนูอยู่กินกับสามีเขาตลอดระยะเวลาตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงปัจจุบันเขาไม่เคยให้พี่สาวหนูทำอะไรเลยเขาให้เลี้ยงเงินเลี้ยงดูตลอดจน ณ ปัจจุบันแต่เขาเอาผู้หญิงใหม่มาอยู่บ้านไร่พี่สาวออกถามว่าพี่หนูเรียกร้องอะไรได้บ้างค่ะระหว่างที่อยู่ก็มีบ้านรถยนต์

โดยคุณ กันยกร ดีอันกอง 27 มิ.ย. 2560, 15:18

ตอบความคิดเห็นที่ 744

กรณีตามปัญหา  หากพี่สาวของท่านจดทะเบียนสมรสกับสามีกันตามกฎหมาย  มีสิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้ตามปพพ.มาตรา 1516(1) มาตรา 1523  แต่หากไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าพี่สาวของท่านก็สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้ตามปพพ.มาตรา 1523 

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 20 ก.ค. 2560, 15:52

ความคิดเห็นที่ 743

เรื่องมีอยู่ว่าดิฉันไปซื้อบ้านมือ2มาหลังหนึ่งโดยที่ไม่ทราบอะไรมาก่อนเพราะดิฉันซื้อผ่านนายหน้าคนหนึ่งซึ่งดิฉันก็ทำตามขั้นตอนที่ไปสอบถามธนาคารมาทุกอย่างแต่พอเรื่องผ่านการประเมินที่ดินแล้วพอวันจะโอนกลับมีปัญหากับคนๆหนึ่งซึ่งคนๆนั้นเป็นอดีตสามีที่เลิกรากันไปแล้วกับเจ้าของบ้านที่ดิฉันจะซื้อหลังนี้อดีตสามีคนนี้เขาได้เข้ามาข่มขู่ดิฉันต่างๆนานาว่าไม่ให้ซื้อบ้างถ้าซื้อไปก็จะอยู่แบบไม่มีความสุขบ้างจะนอนไม่หลับเลยซักคืนและอื่นๆอีกมากมายเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นกับดิฉันดิฉันอยากทราบว่าเขามีสิทธิ์มาข่มขู่ดิฉันไหมค่ะอ่อลืมบอกไปค่ะบ้านหลังที่ดิฉันจะซื้อชื่อเมียเขาน่ะค่ะซึ่งเขาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและเลิกกันไปแล้วประมาน2ปีค่ะอยากทราบว่าดิฉันควรทำอย่างไรต่อไปดีค่ะขอบพระคุณอย่างสูงค่ะถ้าจะตอบกลับมาหาดิฉันสักหน่อย

โดยคุณ วิราวรรณ คุ้มครองป่า 20 มิ.ย. 2560, 22:11

ความคิดเห็นที่ 742

 ขอเรียนสอบถาม ครับ


นางสาวเอและนางสาวบี  อยู่อาศัยร่วมกันมากว่า 30 ปี และได้ถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆซึ่งเป็นชื่อร่วมกันทั้งในโฉนดที่ดินและบัญชีเงินฝากธนาคาร 


นางสาวเอปัจจุบัน อายุ อายุ 84 ปี ไม่เคยผ่านการสมรส  ไม่มีบุตร ไม่มีผู้สืบสันดาน   แต่มีน้องสาวและหลานชายเป็นทายาทโดยธรรม 

นางสาวบี  ปัจจุบันอายุ 77 ปี ไม่เคยผ่านการสมรส ไม่มีผู้สืบสันดานและไม่มีทายาทโดยธรรม


ทั้งนางสาวเอและนางสาวบีต้องการจัดทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินทั้งหมดหลังเสียชีวิต ให้ นางกอซึ่งเป็นน้องสาวและนายขอซึ่งเป็นหลานชาย เป็นผู้รับผลประโยชน์คนละกึ่งหนึ่งในทรัพย์สินตามพินัยกรรมทั้งหมด 


 ระหว่างนางสาวกอและนางสาวขอ เคยทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินระหว่างกันที่มีชื่อร่วมกันมาก่อน แต่เนื่องด้วย นางสาวขอ ไม่มีทายาทรับมรดกและไม่ต้องการใ้ห้มรดกในส่วนของตนตกเป็นของรัฐบาล จึงต้องการจัดทำพินัยกรรมฉบับใหม่เพื่อให้ทรัพย์ของตนตกแก่นางกอและนายขอที่เป็นทายาทโดยธรรมของนางสาวเอ  


เพราะฉะนั้นควรจะดำเนินการอย่างใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนาของเจ้าของมรดกทั้งสองคน


ขอขอบคุณมากครับ

โดยคุณ เจตริน 15 มิ.ย. 2560, 06:14

ความคิดเห็นที่ 741

ขอสอบถามค่ะ ถ้าแต่งงานแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ชายซื้อรถยนต์ ได้ประมาณครึ่งปีแล้วค่อยมาอยู่ด้วยกัน แต่หลังจากมาอยู่ด้วยกันก็ได้ออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างร่วมกัน ต่อมาซื้อบ้านก็เป็นชื่อชายอีก แต่ฝ่ายชายใส่ชื่อพี่สาวเป็นคนรับผลประโยชน์ เราสามารถเปลี่ยนซื้อผู้รับผลประโยชน์เป็นหญิงได้ไหม เพราะปัจจุบันมีลูกด้วยกัน 1 คน
โดยคุณ เหมียว 29 พ.ค. 2560, 09:49

ตอบความคิดเห็นที่ 741

เปลี่ยนสัญญาใหม่หรือแก้ไขสัญญาได้ครับ โดยตกลงกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 21 ก.ค. 2560, 11:06

ความคิดเห็นที่ 740

ขอสอบถามหนอยค่ะในกรณีที่แม่กับแฟนใหม่แม่แต่งงานกันแต่มิได้จดทะเบียนกันแล้วถ้าลูกไม่เห็นด้วยหรือไม่ต้องการพ่อเลี้ยงทำอย่างงัยคะทางแฟนแม่ต้องการให้จ่ายและที่สำคัญบ้านเป็นชื่อของแม่แต่แฟนแม่ต้องการคนเดี้ยวบ้านนี้ลูกๆเป็นคนออกค่าก่อสร้างหรือมีส่วนร่วมด้วยแต่ที่ดินเป็นของทางแฟนแม่ค่ะอยากรู้ว่าถ้าลูกไม่ต้องพ่อเลี้ยนพอจะมีวิธีใหนบ้างค่ะทุกวันนี้แม่ก็อดทนเพราะไปใหนไม่ได้แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแฟนแม่เขาเคยตบตีแม่ด้วยคะเพราะเรื่องไม่ยอมนอนด้วย

ลูกๆไม่รู้จะช่วยอย่างไงและไม่มีทางเลยคะ

โดยคุณ นีรนุช 4 พ.ค. 2560, 10:34

ตอบความคิดเห็นที่ 740

กรณีตามปัญหา  หากพ่อใหม่มีส่วนในการออกเงินสร้างบ้านด้วย ก็มีสิทธิในฐานะเจ้าของรวม แต่หากมาอยู่เฉยๆไม่ได้มีส่วนในการออกเงินสร้างบ้าน เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างท่านกับแม่ ตามปพพ.มาตรา 1357

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 8 มิ.ย. 2560, 11:49

ความคิดเห็นที่ 739

ขออนุญาติสอบถามน่ะค่ะ คือที่ดินของแม่ ตอนนั้นแม่ได้เสียชีวิตลง แล้วตัวหนูได้รับมรดกนั้นมา เนื่องจากเป็นทาญาติหรือบุตรของผู้เสียชีวิต ต่อมาก่อนแม่เสียชีวิตได้สั่งว่า ถ้าแม่ตาย เอาที่บ้านที่นา ขายให้น้า นั่นก็คือ น้องสาวแม่ ได้ขาย 3 ไร่ คือที่นา 300,000 บ.ที่บ้าน 28 ตารางวา 80,000 บ.แล้วคือเรื่องที่ข้องใจคือ หนูจดทะเบียนสมรสตอนที่สามีไปเป็นทหารเกฑ์ที่ภาคใต้ในเดือน กรกฏาคม 2554 แม่ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2557 นั่นคือสินสมรสไมค่ะ แต่ต่อมาหนูได้ขายที่นาที่บ้านใช้หนี้แทนแม่ ปัจจุบันหนูกำลังจะซื้อที่บ้านที่นาคือจากน้า มันจะเป็นสินสมรสอยู่ไม หนูถือกรรมสิทธิ์ คนเดียวได้ไมค่ะ หรือต้องจดทะเบียนหย่าค่ะ ขอบคุณค่ะ

โดยคุณ น.ส.รุ้งศิริ จำนงค์ศรี 29 เม.ย. 2560, 11:56

ตอบความคิดเห็นที่ 739

ที่ดินและบ้านที่ท่านได้มาโดยการรับมรดก ไม่ว่าได้มาก่อนสมรส หรือได้มาในระหว่างที่ท่านจดทะเบียนสมรสแล้วก็เป็นสินส่วนตัวของท่าน ตามปพพ. มาตรา 1471(1),(3) แต่หากท่านซื้อบ้านคืนมาในระหว่างที่ท่านจดทะเบียนสมรสแล้วก็จะเป็นสินสมรส เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ตามปพพ. มาตรา 1474(1) ถ้าหากท่านไม่ต้องการให้เป็นสินสมรส ก็สามารถทำสัญญาระหว่างสมรส ตกลงว่าที่ดินและบ้านหลังนี้ให้เป็นสินส่วนตัวของท่านได้ ตามปพพ. มาตรา 1469

โดยคุณ ทีมงานทนายคลายทุกข์ 17 พ.ค. 2560, 15:00

แสดงความเห็น

ข่าวที่มีผู้อ่านมาก